ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่เป็นผลมาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงเป็นสิ่งที่ภาคประชาชน นักนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมกังวลใจและห่วงว่าทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงได้มีติดตามคุณภาพน้ำ และหาแนวทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้ให้ผู้คน



โดยหนึ่งในกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ การส่งเสียงถึงวิกฤตแม่น้ำพิษข้ามพรมแดนผ่านแนวคิด “ธรรมยาตรา” หรือการเดินอย่างสันติ เชื่อมเรื่องสิ่งแวดล้อม ชุมชน และจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งเป็นความร่วมมือของ นักวิชาการ องค์กรสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือ ที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การเดินรณรงค์จากพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังตัวเมืองเชียงราย เพื่อสะท้อนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนักในแม่น้ำสายสำคัญ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวคือ “การสะสมระยะยาว” ในน้ำ ตะกอนดิน สัตว์หน้าดิน ปลา พืชผัก ข้าว น้ำประปา และสุขภาพประชาชน คนเชียงราย เชียงใหม่ ในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขงกำลังเผชิญกับการปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีแนวโน้มจะสะสมสารพิษในร่างกายแบบเรื้อรัง เพราะตอนนี้อาหารที่ผู้คนกินเข้าไปกำลังปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่อยู่แล้ว เป็นนำเอาสารพิษเข้าไปในร่างกายทุกวันๆ ทีละเล็กทีละน้อย ผ่านการกินน้ำประปา ข้าว ผัก ปลา กุ้ง หอย ฯลฯ
“สำหรับกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เราจะขับเคลื่อนให้ได้รับการแก้ไขปัญหา โดยมีแนวคิดจาก วันที่ 31 พฤษภาพฤษภาคมนี้ เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนา และต่อเนื่องคือวันที่ 5 มิถุนายนเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดกิจกรรม แสดงออกถึงความตั้งใจที่อยากจะปกป้องแม่น้ำสายสำคัญ ผ่านศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น”
“ซึ่งประเพณีหลายอย่างที่สืบทอดกันมาเกี่ยวกับแม่น้ำก็ได้รับผลกระทบ และกิจกรรมก็ไม่สามารถทำได้ดังเดิม ก็จะเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมารับฟังปัญหาและพูดคุยกับชาวบ้านที่จังหวัดเชียงรายในวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ”

ดร.สืบสกุล กล่าวต่อว่า เราจะเริ่มต้นจากการเดินเท้าจากสะพานท่าตอน ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เดินเท้าเลาะตามริมแม่น้ำกก ผ่านชุมชนต่างๆ หลังจากนั้นก็เดินเข้าสู่จังหวัดเชียงราย และวันสุดท้ายจะนั่งเรือในแม่น้ำกก ไปที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ที่จะมีกลุ่มศิลปินและประชาชนไปร่วมกิจกรรมในวันสิ่งแวดล้อมโลก
“หนึ่งในแนวคิดที่วางกันไว้ก็คือ “ห้าสายน้ำห้าบาดแผล” และจะมีการยื่นหนังสือให้กับ สส. และ สว. ทุกคนของจังหวัดเชียงราย ต่อมาก็จะเป็นการประชุมร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรีหากท่านจะเดินทางมา ซึ่งก็หวังว่าท่านจะเดินทางมาเพื่อหาทางออกร่วมกัน”
ดร.สืบสกุล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็ทราบว่ามีการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านและส่งผลกระทบเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมมาถึงประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นภัยความมั่นคงของชาติ ดังนั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลก็ทราบแล้วว่าปัญหาดังกล่าวมีต้นเหตุมาจากอะไร


“สิ่งที่อยากจะให้รัฐบาลทำก็คือให้นายกรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,100 ล้านบาท ให้กับการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ที่มีการเสนอแผนย้ายแหล่งน้ำดิบเป็นน้ำแม่ลาวมาทดแทนแม่น้ำกก เพื่อผลิตน้ำประปา ซึ่งน้ำประปาที่ผลิตจากน้ำกกมีผู้ใช้น้ำ 40,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 120,000 คน ถือเป็น 10% ของประชากรในจังหวัดเชียงราย จึงอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบในเรื่องนี้พิจารณางบงบประมาณส่วนดังกล่าวให้เร็วที่สุด”
ดร.สืบสกุล กล่าวด้วยว่า “มีข้อสังเกตว่าดินในแปลงเกษตรในอำเภอแม่สายที่ใช้น้ำสายและน้ำรวก ซึ่งคนในอำเภอแม่สายสังเกตเห็นว่าแม่น้ำมีสีขุ่นตลอดทั้งปี ตั้งแต่ปี 2562 จนกระทั่งมีการตรวจในปี 2568 อย่างเป็นทางการ และพบว่าทุกครั้งที่กรมควบคุมมลพิษทางการตรวจ จะพบว่าแม่น้ำสายมีสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง ดังนั้นจึงมีความกังวลใจเป็นอย่างมากว่าดินในแปลงเกษตรในแม่สายจะมีการปนเปื้อนสารพิษดังกล่าวไปแล้ว”

ด้าน นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ผู้ที่ติดตามและขับเคลื่อนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวที่กำลังจะมีการจัดขึ้นนั้น จะเป็นการเดินรณรงค์และสะท้อนถึงปัญหาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งวันสิ่งแวดล้อมในปี 2568 ที่ผ่านมาเราก็ได้ส่งเสียงเกี่ยวกับข้อกังวลใจในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำลุ่มน้ำโขงที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน
“ทำให้ในปีนี้ได้มีการนำเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อนำเสนอว่าแม้กระทั่งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าวิถีชีวิตของคนในพื้นถิ่นกำลังถูกทำลายไปทีละน้อย”


นิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ความคาดหวังในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับของการส่งเสียง และการสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม เพื่อให้เข้าถึงความน่ากลัวของปัญหาอย่างแท้จริง แม่น้ำเปลี่ยนไป วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป แต่ทั้งหมดคือการเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ดังนั้น ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีมีการยกระดับในการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะปัญหามันขยายตัวไวและมีสิ่งที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมในทุกวัน
“อย่างน้อยที่สุดก็อยากจะให้ผู้คนที่ได้เห็นกิจกรรมดังกล่าวรับรู้ว่าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และลุ่มแม่น้ำสาละวิน ควรจะเป็นปัญหาที่คนในภูมิภาคและระดับโลกให้ความสนใจ และทราบว่าผลกระทบมันจะขยายวงกว้างไปถึงขนาดไหน แน่นอนว่าทองคำและแร่หายากเป็นที่ต้องการในระดับโลก ซึ่งก็จะเกิดการทำเหมืองในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น”
“ปัญหาคือการจัดการกับเหมืองเถื่อน หากมีการจัดการไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ที่เป็นในปัจจุบันนี้มันไม่ใช่ มันคือเหมืองเถื่อนที่ไม่เคยมองเรื่องของสิ่งแวดล้อมแม้แต่น้อย ดังนั้นไทยควรเป็นเจ้าภาพในการยกระดับสถานการณ์และเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนในภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การทำเหมืองหรือการดูแลสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคนี้อย่างถูกต้องตามหลักการรักษาสิ่งแวดล้อม”

“เราไม่ได้ทำกิจกรรมนี้เพื่อประท้วงใคร แค่อยากส่งเสียงและให้คนมาจับมือกันในการรับมือกับปัญหานี้ในประเทศ และการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งก็ได้มีการส่งหนังสือไปให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคาดหวังว่าท่านนายกจะเดินทางมาที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อรับฟังปัญหาข้อกังวลใจที่มาจากชาวบ้านในพื้นที่อย่างแท้จริง หากนายใส่ใจสิ่งแวดล้อมควรจะมาเพราะมันคือปัญหาระดับชาติที่ควรจะยกเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว”
นิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นสิ่งสนับสนุนให้เกิดการทำเหมืองเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้านคือความยากจนของประชาชนทั้งในเมียนมา และลาว แม้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันอันตรายต่อตัวเขาที่จะต้องเผชิญกับสารเคมีที่อาจอันตรายถึงชีวิตหรือสะสมในร่างกายจนอาจจะเกิดโรคร้ายที่รักษาไม่หาย รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะกลายเป็นผลกระทบในหลายประเทศ แต่ความจนมันน่ากลัวเพียงแค่มีเงินเพื่อที่จะเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัวก็เพียงพอแล้วที่จะยอมเสี่ยงยอมแลกกับการทำงานในเหมืองเถื่อน

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ระบุว่า การทำเหมืองในภาคตะวันออกของรัฐฉาน เป็นการทำเหมืองอย่างผิดกฎหมาย หลายแห่งไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ และทำให้เกิดการปนเปื้อนที่อันตรายในแม่น้ำ และส่งผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในเมียนมา และในตอนนี้การทำเหมืองของชาวจีน ยังเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ของคนจีน ซึ่งมีเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นเยาวชนจากเมียนมา ที่ถูกบังคับให้เป็นแรงงานทาสเพื่อทำเหมือง ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวของมาตรการต่างๆ
และที่เลวร้ายกว่านั้น คือการส่งมอบที่ดินและทรัพยากรของรัฐฉานให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ พวกเขาสนใจเพียงแต่การแสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ยังระบุด้วยว่า การกระทำดังกล่าว ควรเป็นสัญญาณเตือนให้กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ที่ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการปนเปื้อนในแม่น้ำจากการทำเหมืองในรัฐฉาน ว่าการพยายามร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาออกมาตรการควบคุมการทำเหมือง เป็นวิธีที่ไม่ได้ผล
“แนวทางเพียงอย่างเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง คือการออกมาตรการให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องอยู่ใต้การควบคุมอย่างจริงจังโดยรัฐบาลประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐอย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถปกป้องอธิปไตยเหนือที่ดินและทรัพยากรของตนเอง และให้ความสำคัญเร่งด่วนต่อสวัสดิภาพของประชาชน”







