วันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้ความเห็นกรณี ‘บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ และ ‘ก๊อต อธิป อนันทวรรณ’ สามี ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเงินบริจาค โดยสำหรับกรณีเงินของมูลนิธิและเงินบริจาค เขามองว่าโดยทั่วไปผู้บริหารจัดการมูลนิธิหรือองค์กรต่าง ๆ อาจนำเงินมาใช้จ่ายในหลายด้าน ทั้งค่าอาหาร ค่าครองชีพ ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายของครอบครัว และค่าพนักงาน
นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารบางรายนำเงินบริจาคไปแสดงบทบาทเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคเงินหลักแสนบาทให้วัดหรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์นักบุญ ทั้งที่เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่เงินส่วนตัว แต่เป็นเงินของมูลนิธิ
วันชัยตั้งข้อสังเกตว่า การนำเงินบริจาคมาใช้ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการเบียดบังผลประโยชน์จากเงินบริจาคหรือไม่ และยังต้องตรวจสอบว่ามีการนำเงินไปซื้อทรัพย์สินหรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากน้อยเพียงใด
มอง ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ต้องพิสูจน์ความสุจริต ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์
เมื่อกล่าวถึง บุ๋ม ปนัดดา วันชัยระบุว่าในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ สวย มั่นใจ และมีบุคลิกกล้าแสดงออก รวมถึงมีบทบาทในการต่อสู้ประเด็นทางสังคม
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าบุคลิกและความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่ใช้ตัดสินความดีหรือความชั่วของบุคคล เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีการศึกษา หรือมีความสามารถเพียงใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการดำเนินชีวิตอย่างสุจริต
วันชัยย้ำว่า คนเราจะมีรูปลักษณ์หรือฐานะอย่างไรก็ได้ จะยากจนหรือมีการศึกษาน้อยก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่หัวใจหลักคือต้องไม่ทำความชั่ว เพราะหากกระทำผิด ความดีหรือคุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีอยู่ก็ไม่อาจลบล้างสิ่งเหล่านั้นได้
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นจึงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
ชี้ข้อกล่าวหาอาจมีทั้งฉ้อโกงและยักยอก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์
เมื่อถูกถามถึงข้อกฎหมายว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ยักยอก” มากกว่า “ฉ้อโกง หรือฟอกเงิน” หรือไม่ วันชัยอธิบายว่า ในหลักการความผิดฐานฉ้อโกงอาจเกิดขึ้นได้ หากมีการประชาสัมพันธ์หรือชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงินโดยอ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องยักยอกก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยในการดำเนินคดีอาจมีการกล่าวหาหลายฐานความผิดควบคู่กัน หากพฤติการณ์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหนึ่ง ก็อาจเข้าองค์ประกอบอีกฐานหนึ่งได้
เปิดขั้นตอนคดี ตั้งแต่สอบสวนจนถึงการประกันตัว
วันชัยอธิบายว่า การออกหมายจับต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรว่ามีการกระทำความผิด ไม่ใช่สามารถออกหมายจับบุคคลใดได้โดยไม่มีหลักฐานรองรับ โดยกรณีนี้มีการออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หลังถูกจับกุม บุ๋ม ปนัดดา จะต้องถูกนำตัวไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำ โดยผู้ต้องหามีสิทธิให้การ ปฏิเสธ หรือให้การในลักษณะภาคเสธ
วันชัยประเมินว่า บุ๋ม ปนัดดา น่าจะเตรียมแนวทางการต่อสู้คดีร่วมกับทนายความไว้แล้ว ทั้งการกำหนดว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ รวมถึงเหตุผลและรายละเอียดที่จะใช้ชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน
ในส่วนของการประกันตัว ผู้ต้องหาสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนได้ แต่ตำรวจมีอำนาจพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งวันชัยคาดการณ์ว่าตำรวจอาจไม่ให้ประกัน โดยยกตัวอย่างคดีของ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, ทนายตั้ม หรือ ษิทรา เบี้ยบังเกิด และประสิทธิ์ เจียวก๊ก ซึ่งเป็นคดีที่มีพฤติการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน
หากไม่ได้รับการประกันตัว พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลฝากขัง จากนั้นผู้ต้องหาสามารถยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่
วันชัยย้ำว่า การเป็นดารา ศิลปิน ผู้หญิง หรือผู้ที่มีการศึกษาสูง ไม่เป็นปัจจัยชี้ขาดในการพิจารณาประกันตัว เพราะบุคคลที่มีสถานะทางสังคมเหล่านี้ก็เคยถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกมาแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ หากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหายังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ตามขั้นตอนกฎหมาย
ประเมินแนวทางต่อสู้คดี ตั้งแต่โยนความผิดให้สามีจนถึงคืนเงินทั้งหมด
วันชัยวิเคราะห์แนวทางการต่อสู้คดีที่บุ๋ม บุ๋ม ปนัดดา อาจเลือกใช้หลายรูปแบบตามการประเมินส่วนตัว ดังนี้
ปฏิเสธความผิดและชี้ว่าสามีเป็นผู้ดำเนินการ
แนวทางแรกคือการชี้แจงว่าสามีเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งการปลอมลายมือชื่อหรือใช้วิธีการหลอกลวงให้หลงเชื่อ โดยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิ
บุ๋ม ปนัดดา อาจยืนยันว่าเชื่อมาโดยตลอดว่าสามีนำเงินไปใช้เพื่อกิจกรรมของมูลนิธิ และไม่ทราบถึงการกระทำที่เกิดขึ้น โดยหากสามีให้การสอดคล้องกับคำชี้แจงดังกล่าว ก็อาจเป็นแนวทางที่ใช้ต่อสู้คดีได้
เปิดบัญชีรายรับ รายจ่าย และพิสูจน์เส้นทางเงิน
แนวทางที่สองคือการนำหลักฐานมาแสดงว่าเงินบริจาคทั้งหมดได้รับมาเท่าใด นำไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง และมีเงินเหลืออยู่เท่าใด พร้อมยืนยันว่าไม่มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
วันชัยมองว่า หากเลือกใช้แนวทางนี้ จะต้องแสดงหลักฐานอย่างละเอียด ไม่ใช่อาศัยเพียงคำพูดหรือการชี้แจงด้วยวาจา แต่ต้องมีข้อมูลเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกเบิกจ่ายไปที่ใดและนำไปใช้ทำอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น เงินที่นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่หาดใหญ่ หรือการช่วยเหลือประชาชนบริเวณชายแดน ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนเท่าใด และมีหลักฐานรองรับการใช้เงินอย่างไร
รับสารภาพและนำเงินบริจาคมาคืนทั้งหมด
แนวทางสุดท้ายที่วันชัยมองว่าอาจเกิดขึ้นหากไม่สามารถต่อสู้คดีได้ คือการยอมรับผิด เขายกตัวอย่างว่า หากมีการนำเงินไปใช้เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงหลักร้อยล้านบาท การอ้างว่าไม่รู้เห็นหรือไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นเรื่องยาก เพราะพฤติการณ์และหลักฐานทางการเงินอาจสะท้อนเจตนาของผู้กระทำได้
พร้อมนำเงินบริจาคกลับคืนให้ประชาชนทั้งหมด ไม่ว่าจะต้องขายบ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นเพื่อนำเงินมาชดใช้ก็ตาม
เขาประเมินว่า การคืนเงินทั้งหมดอาจเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พ้นจากความผิด เพราะท้ายที่สุดศาลยังต้องพิจารณาว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ และจะลงโทษมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ วันชัยย้ำว่าแนวทางทั้งหมดเป็นเพียงการวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้จากมุมมองส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงว่าบุ๋มจะเลือกใช้แนวทางใดในการต่อสู้คดี
เงินและอำนาจเปลี่ยนคน จากผู้ทำเพื่อส่วนรวมสู่ผู้ทุจริต
ช่วงท้าย วันชัยกล่าวถึงกล่าวถึงปัญหาการทุจริตในองค์กรและมูลนิธิ โดยเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากนักการเมืองที่เข้ามาทำงานโดยอ้างว่าเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แต่เมื่อได้สัมผัสเงินและอำนาจกลับเปลี่ยนแปลงไป จนกลายเป็นรัฐบาลโกงหรือรัฐมนตรีโกง เช่นเดียวกับประธานมูลนิธิ ดารา และศิลปิน ที่อาจใช้ภาพลักษณ์นักบุญบังหน้าการทุจริต
จับตาบางมูลนิธิ อาจถูกตรวจสอบตามมา
เมื่อผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณว่าอาจมีมูลนิธิอื่นถูกตรวจสอบเพิ่มเติม วันชัยแสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ เพราะองค์กรเหล่านี้มีเงินบริจาคจำนวนมาก
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการใช้เงินบริจาคที่อาจเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใกล้ชิด โดยยกตัวอย่างกรณีการบริจาคเงินให้วัด ซึ่งเจ้าอาวาสนำไปก่อสร้างผ่านลูกศิษย์หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง แม้อาจไม่ปรากฏเป็นการทุจริตโดยตรง แต่ก็มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้ลูกหลาน ลูกศิษย์ หรือบริษัทของคนใกล้ชิด
กระชากหน้ากากนักบุญทุนชาวบ้าน สังคมต้องตรวจสอบให้มากขึ้น
วันชัยกล่าวว่า มูลนิธิต่าง ๆ ที่กำลังถูกเปิดเผยข้อมูลในขณะนี้ มีรูปแบบการใช้จ่ายเงินหลากหลาย ทั้งการซื้อสิ่งของและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จึงต้องตรวจสอบว่าการใช้เงินเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการบริจาคหรือไม่
วันชัยทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบและดำเนินการตามข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนผู้บริจาคต้องกังวล แต่ถือเป็นบทเรียนของ “นักบุญทุนชาวบ้าน ประเภทผีห่าซาตานทั้งหลาย” ขณะที่การเปิดโปงกระชากหน้ากากถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้สังคมเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น




