วันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงประเด็นการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศล สืบเนื่องจากสืบเนื่องจากปมดราม่า ‘บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ และ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’
โดยมองว่า ปัญหาการนำเงินบริจาคไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวสามารถเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้ แม้ไม่มีการจัดตั้งมูลนิธิอย่างเป็นทางการ หากมีการระดมเงินจากประชาชนโดยอ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือสังคม แต่กลับนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
เงินบริจาคไม่ใช่เงินส่วนตัว นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เข้าข่ายฉ้อโกง
วันชัยกล่าวว่า การระดมเงินบริจาคจากประชาชนไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านมูลนิธิเสมอไป ส่วนหากผู้ระดมทุนนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวและนำไปใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัว ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
วันชัยยกตัวอย่างกรณีพระสงฆ์และเจ้าอาวาสในอดีตที่เข้าใจว่าเงินบริจาคและเงินทำบุญของวัดเป็นเงินที่ตนเองสามารถนำไปใช้ได้ ทั้งเงินทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือเงินที่ญาติโยมนำมาถวาย ก่อนนำไปใช้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว จนกลายเป็นคดีความและต้องรับโทษจำคุก
กรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับวัดหลายแห่ง รวมถึงกรณีวัดพระบาทน้ำพุและวัดไร่ขิง ซึ่งสะท้อนปัญหาการนำเงินของวัดและเงินที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตาม ในอดีตการตรวจสอบจากตำรวจและหน่วยงานราชการยังไม่เข้มข้นเท่าปัจจุบัน กระทั่งระยะหลังมีการตรวจสอบมากขึ้น จนวัดต่าง ๆ ต้องปรับระบบรับบริจาคให้มีความโปร่งใสผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Donation
มูลนิธิองค์กรใหญ่กับการบริหารเงินบริจาค ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์
วันชัยกล่าวถึงการจัดตั้งมูลนิธิของบริษัทและนักธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมองว่าองค์กรธุรกิจจำนวนมากเลือกตั้งมูลนิธิของตนเอง แทนการนำเงินไปบริจาคให้หน่วยงานอื่น โดยบริษัทสามารถบริจาคเงินเข้าสู่มูลนิธิของตนเองและบริหารจัดการผ่านบุคลากรหรือบุคคลในเครือญาติได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการดำเนินงานของมูลนิธิว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นวัด สมาคม หรือมูลนิธิ ล้วนมีสถานะเป็นนิติบุคคล และต้องบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
วันชัยมองว่า ปัญหาสำคัญมักเกิดจากประธานมูลนิธิหรือนายกสมาคมมีอำนาจครอบงำการบริหารจัดการทั้งหมด โดยเฉพาะอำนาจในการเบิกจ่ายเงิน ขณะที่บุคคลอื่นในองค์กรอาจมีทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือบุคคลใกล้ชิด
นอกจากนี้ วันชัยยังกล่าวถึงกรณีบุคคลที่เริ่มต้นจากการเป็นนักร้องเรียนหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ก่อนพัฒนาตัวเองจนมีชื่อเสียงและได้รับผลประโยชน์จากการร้องเรียน และพัฒนาไปสู่พฤติกรรมรีดไถ จนกลายเป็น “นักบุญในคราบซาตาน” ซึ่งบางรายต้องเผชิญคดีความและโทษจำคุก
เงินบริจาคจำนวนมากอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
วันชัยยังกล่าวถึงกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ทนายความ และผู้ที่แสดงบทบาทต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม โดยมองว่าบางคนเมื่อมีชื่อเสียงและได้รับความนิยม ก็อาจใช้ความศรัทธาของประชาชนเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์
พร้อมยอมรับว่า เคยคิดจัดตั้งมูลนิธิ แต่เมื่อพิจารณาถึงภาระหน้าที่ในการจัดทำรายงาน งบดุล บัญชี และรายงานกิจกรรมประจำปี รวมถึงความเสี่ยงในการบริหารจัดการ จึงตัดสินใจไม่ดำเนินการ เพราะเห็นว่าการรักษาความสุจริตและควบคุมการทำงานให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นเรื่องยาก
วันชัยมองว่า การอยู่ใกล้ชิดกับเงินจำนวนมากอาจเป็นสิ่งล่อใจให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ เช่นเดียวกับกรณีพระสงฆ์ที่ต้องแยกตัวไปอยู่ในป่าเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุ เมื่อมีเงินบริจาคจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง หากควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้ ก็อาจนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
พร้อมยกตัวอย่างสำนวนที่เคยได้ยินกันว่า “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” ซึ่งสะท้อนปัญหาการแบ่งผลประโยชน์จากเงินที่ประชาชนบริจาคให้วัด และมองว่าปัญหาลักษณะเดียวกันสามารถเกิดขึ้นกับมูลนิธิหรือองค์กรอื่นได้เช่นกัน
เส้นทางการเงินเป็นหลักฐานสำคัญ ตรวจสอบพฤติกรรมเบื้องหลัง
วันชัยกล่าวว่า การนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แม้ผู้รับเงินจะไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงประชาชนโดยตรง แต่หากมีการระดมทุนโดยอ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือสังคม แล้วกลับนำเงินไปสร้างความมั่งคั่งให้ตนเองหรือครอบครัว ก็อาจเข้าข่ายความผิด ทั้งการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการหลอกลวงประชาชน ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
โดยเฉพาะปัจจุบันที่การโอนเงินหลักล้าน สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ การเคลื่อนย้ายเงินไปมาจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมแสวงหาประโยชน์จากเงินบริจาคถูกตรวจสอบได้
สำหรับกรณีมูลนิธิที่กำลังเป็นข่าว วันชัยประเมินว่าเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ แม้ภายหลังจะพยายามนำเงินกลับมาคืนหรือชี้แจงว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำต่าง ๆ ก็ตาม เพราะการอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเงินจำนวนหลักสิบล้าน เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก พร้อมมองว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณาเจตนาได้
ประชาชนยังทำบุญได้ หากมีเจตนาบริสุทธิ์
เมื่อผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีมูลนิธิที่ทำงานเพื่อสังคมอย่างสุจริตอยู่จำนวนมาก แต่กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและไม่รู้ว่าจะไว้วางใจองค์กรใดได้บ้าง วันชัยกล่าวว่า ตนเองยังคงทำบุญตามปกติ โดยมองว่าเมื่อบริจาคเงินไปแล้ว เงินดังกล่าวก็ไม่ใช่ของตนอีกต่อไป ผู้ที่นำไปใช้จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
วันชัยยกตัวอย่างว่า เมื่อไปทำบุญหรือหยอดเงินลงตู้บริจาคตามวัด ก็ไม่ได้ติดตามว่าเงินจะถูกนำไปใช้สร้างโบสถ์ สร้างเมรุ หรือใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะสิ่งสำคัญคือเจตนาของผู้บริจาคที่มีความบริสุทธิ์และตั้งใจทำบุญ เมื่อได้บริจาคแล้วก็ถือว่าสิ้นสุดหน้าที่ของตน
พร้อมย้ำว่า หากประชาชนมัวแต่กังวลว่าเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้อย่างไร ก็อาจทำให้ไม่กล้าทำบุญหรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอีกต่อไป ดังนั้น การบริจาคเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ การสร้างโรงพยาบาล หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ยังเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยพิจารณาด้วยเจตนาที่เป็นกุศล
เชียร์ ‘ธรรมนัส’ ร่วมรัฐบาล มองเพิ่มเสถียรภาพและแรงต่อรอง
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ วันชัยกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยประกาศสนับสนุนให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล
พร้อมกล่าวในเชิงประชดประชันว่า หากปล่อยให้ ร.อ.ธรรมนัสและพรรคกล้าธรรมอยู่ในสถานะฝ่ายค้าน ก็อาจกลายเป็นพรรคที่ “อดอยากปากแห้ง” เพราะไม่มีอำนาจและน้ำหนักในการต่อรอง และหากรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่บริหารประเทศต่อไปอีกหลายปี อาจส่งผลให้ลูกพรรคกล้าธรรมต้องเผชิญสถานะ “หิวโซ”
นอกจากนี้ ยังมองว่าการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลจะทำให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น โดยสามารถอ้างถึงเสียงสนับสนุนรวม 350 เสียง และอาจช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว รวมถึงเพิ่มโอกาสให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนถึง 300-400 เสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า
วันชัยยังมองว่า การเข้าร่วมรัฐบาลจะเป็นโอกาสให้ อนุทินได้ทดสอบความสัมพันธ์และความไว้วางใจทางการเมืองกับ ร.อ.ธรรมนัส เนื่องจากที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัสเคยมีประสบการณ์เปลี่ยนแปลงจุดยืนและความสัมพันธ์กับรัฐบาลหลายยุค ทั้งกรณีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นบททดสอบว่าหากเข้ามาอยู่ร่วมรัฐบาลกับอนุทินแล้ว จะยังมีพฤติกรรมทางการเมืองเช่นเดิมหรือไม่




