สภาพอากาศที่แปรปรวนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะช่วงนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว แต่ฝนยังคงตกน้อย ประกอบกับอากาศในช่วงกลางวันนั้นร้อนจัด ร้อนอบอ้าว ส่งผลกระทบอย่างหนักกับกลุ่มเกษตรกรโดยเฉพาะชาวสวนลำไย ที่ปัจจุบันลำไยในฤดู ผลกำลังเริ่มเจริญเติบโต ซึ่งจากการสำรวจสวนลำไยล่าสุด พบว่าสวนลำไยในจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้ติดผลน้อย แต่เจอปัญหาอากาศแปรปรวน บางวันร้อนจัด บางวันฝนตกหนัก ทำให้ผลผลิตเสี่ยงเสียหาย จนชาวสวนมีต้นทุนการดูแลสูงขึ้นถึงเกือบเท่าตัว
ชาวสวนลำไยใน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ต้องเร่งฉีดพ่นสารกำจัดแมลง และให้ปุ๋ยบำรุง แก่ต้นลำไยที่กำลังให้ผลผลิต หลังประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน บางวันร้อนจัด บางวันฝนตกหนัก ทำให้ผลลำไยเสี่ยงเสียหายจากแมลงศัตรูพืช และ เชื้อรา ประกอบกับหากเจอฝน สลับกับอากาศร้อนจัดก็จะทำให้ผลผลิตลำไยที่กำลังเจริญเติบโต จะได้รับความเสียหายแตก และร่วงได้

พีรพงษ์ มอญไข่ เกษตรกรชาวสวนลำไย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ฤดูหนาวปีนี้อากาศที่หนาวจัดและยาวนาน ทำให้ลำไยติดผลน้อยเพียงร้อยละ 30 ขณะที่ช่วงฤดูฝน ที่ควรมีฝนตกลงมาให้น้ำแก่ต้นลำไย กลับเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง แต่พอจะตก ก็ตกหนักมากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะเสียหาย ชาวสวนจึงมีต้นทุนในการดูแลสูงขึ้นจากเดิมไร่ละ 5,000 - 6,000 บาท เพิ่มเป็นไร่ละเกือบ 10,000 บาท
“ปัจจุบันสภาพอากาศไม่มีความแน่นอน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ซึ่งเปลี่ยนไปจากในอดีตที่จะตรงตามฤดูกาล เริ่มจากฤดูหนาว ร้อน และ ฝน แต่ปีนี้ตั้งแต่เข้าเดือนพฤษภาคม มีฝนน้อยกว่าปกติ และเจออากาศร้อนจัด ทำให้เกษตรกรชาวสวนนั้นคาดเดาไม่ได้ ว่าได้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่”
“เพราะหากลำไยเจอฝนตกหนัก แล้วสลับไปเจออากาศร้อนจัด ก็จะทำให้ผลผลิตที่ใกล้เก็บเกี่ยวนั้นแตกได้อีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นกังวลอย่างมาก หากอากาศแปรปรวนไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว จะเหลือลำไย ที่ติดต้นให้เก็บเท่าไหร่ยังไม่สามารถคาดเดาได้” พีรพงษ์ กล่าว

ด้าน ผศ.พาวิน มะโนชัย ผู้เชี่ยวชาญการผลิตลำไย และ ไม้ผล อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า อากาศที่แปรปรวนบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่มีนักวิทยาศาสตร์เตือนว่ากำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และ สภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น

ผศ.พาวิน กล่าวต่อว่า หากไทยเผชิญปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” จริง จะกระทบกับทุกระยะการเจริญเติบโตของไม้ผล และ ผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเพื่อปรับตัวและประคับประคองผลผลิต แต่ผลผลิตที่ได้อาจน้อย ไม่คุ้มค่ากับเงินทุนที่ลงไป เบื้องต้นชาวสวนควรเร่งหาแหล่งน้ำสำรอง จัดการดินและการเพิ่มอินทรียวัตถุ โดยอาจใช้วิธีการเติมอินทรียวัตถุ คลุมดินเพื่อรักษาความชื้น โดยอินทรียวัตถุ 1% ช่วยอุ้มน้ำได้ 25,000-30,000 ลิตรต่อไร่
“ภาครัฐควรเร่งสื่อสารและแจ้งเตือนสภาพอากาศให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน เช่น ช่วงไหนจะแล้ง หรือ ช่วงไหนฝนจะตกชุก เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนรับมือได้ทัน เพราะหากฝนตกมากเกินไปก็อาจนำมาซึ่งโรคระบาดในพืชได้”
“นอกจากนี้ ยังควรเร่งให้ความรู้และการทำโซนนิ่ง เพื่อให้เกษตรกรรู้ว่าพื้นที่ เหมาะกับการทำกิจกรรมเกษตรในช่วงไหน รวมทั้งเร่งพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชทนแล้ง เพื่อรองรับกับสภาพภูมิอากาศโลกที่แปรปรวนรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง”

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสถานการณ์ลำไยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2569 มีพื้นที่ปลูกลำไย กว่า 448,000 ไร่ เป็นลำไยในฤดูกว่า 305,000 ไร่ และลำไยนอกฤดูกว่า 142,000 ไร่ สำหรับผลผลิตลำไยในฤดูจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม มีผลผลิตลำไยในฤดูประมาณ 248,000 ตัน
ส่วนลำไยนอกฤดูจะมีผลผลิตกว่า 190,000 ตัน โดยตลาดหลัก ยังคงเป็นการส่งออกไปยังประเทศจีน และขายสดภายในประเทศบางส่วนเท่านั้น แต่ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะน้อยลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในขณะนี้




