ในปัจจุบัน ‘การจากลา’ หรือ ‘การตาย’ อาจกลับกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนเรามากยิ่งขึ้นกว่าปกติ หลายคนต้องเสียคนรัก เพื่อนสนิท และ ครอบครัว ไปแบบไม่ทันได้ตั้งตัว หรือไม่ก็ต้องเจอกับอาการเจ็บป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งตอนนี้บางคนเริ่มเข้าใจหรือปล่อยวางกับชีวิตมากขึ้น เริ่มมีการเตรียมพร้อมเพื่อขอ ‘ตายดี’ ผ่านทาง ‘พินัยกรรมขอตายดี’ โดยยอดทำผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่า จากราวๆ 8,000 คน ทะลุไปเกือบ 100,000 คนแล้ว หนึ่งในเหตุผลก็คงเป็นเพราะในวันที่ตัวเองอาจจะสื่อสารอะไรไม่ได้ แล้วไม่อยากให้ภาระหนักใจต้องตกไปอยู่กับคนในครอบครัว เราเลยจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับ พินัยกรรมขอตายดี กันให้มากขึ้น
พินัยกรรมขอตายดี หรือ Living Will คือ หนังสือเพื่อแสดงความต้องการไม่ประสงค์เข้ารับบริการทางด้านสาธารณสุขที่เป็นแค่การยื้อชีวิตในช่วงวาระสุดท้าย โดยเป็นเอกสารทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงเจตจำนงล่วงหน้าในขณะที่ตนเองยังมีสติครบถ้วนว่าหากเกิดภาวะอาการเจ็บป่วยอย่างหนักที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ หรือในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขอไม่ให้แพทย์ใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อ ‘ยื้อชีวิต’ ต่อไปโดยไม่จำเป็น แต่ขอจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติและทุกข์ทรมานต่อไปให้น้อยที่สุด
บางคนอาจจะยังเข้าใจผิดหรือสับสนอยู่บ้างว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเหมือนกันกับการ ‘การุณยฆาต’ ไหม ซึ่งก็ต้องบอกว่าทั้งสองอย่างนี้ ‘แตกต่าง’ กันโดยสิ้นเชิง เพราะแนวคิดของการการุณยฆาตคือ การกระตุ้นทางการแพทย์ให้เสียชีวิตด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่การขอตายดีคือการให้ชีวิตจากไปแบบธรรมชาติตามที่ควรจะเป็น ไม่มีการยื้อใดๆ จากที่อธิบายมาก็น่าจะเห็นภาพมากขึ้นว่า การการุณยฆาตคือการขอจบชีวิตเพื่อหยุดอาการทรมาน แต่การขอตายดีคือการลดความทรมานและปล่อยไปตามอาการที่เกิดขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้การการุณยฆาตยังไม่มีกฎหมายรองรับในบ้านเราด้วย หากใครอยากใช้วิธีนี้ก็ต้องไปประเทศที่มีกฎหมายเรื่องนี้รองรับ ในขณะที่การขอตายดีได้รับการรองรับตามกฎหมายประเทศไทยมานานแล้ว
สำหรับการแสดงเจตจำนงในเรื่องของการทำ ‘พินัยกรรมขอตายดี’ หลักๆ ก็จะมีอย่างการที่หากตัวเองตกอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจดูแลตัวเองได้ เช่น ไม่รู้สึกตัวถาวร, มีอาการสับสนอย่างถาวร, ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้อย่างอิสระ และ อยู่ในภาวะสุดท้ายของการเจ็บป่วย และตัวคนคนนั้นไม่อยากพบเจอกับภาวะเหล่านี้ ขอเพียงแค่การดูแลรักษาตามอาการต่อไปเท่านั้น รวมไปถึงการปฏิเสธการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ, การใช้เครื่องช่วยหายใจ, การให้อาหารทางสายยาง และ กระบวนการฟื้นชีพเมื่อหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของสถานที่ในวาระสุดท้ายของชีวิตว่าจะเลือกกลับไปอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่โรงพยาบาลอีกด้วย
โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้หากใครก็ตามที่อยากทำพินัยกรรมขอตายดีก็ต้องควรศึกษาและทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ให้ดี มีการปรึกษากับคนในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ว่าเราพร้อมที่จะทำอย่างไรในวาระสุดท้ายของชีวิต สุดท้ายก็ต้องบอกว่าการทำเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ทำยอมแพ้กับชีวิต แต่เป็นการเลือกที่จะวางแผนให้ตัวเองจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติหรือตามวัฏจักรของวงจรชีวิตโดยที่ไม่ต้องให้ตัวเองตกเป็นภาระของคนที่เรารักนั่นเอง
สำหรับใครที่อยากทำความเข้าใจในเรื่องนี้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill และ baojai notebook_design ver7.indd




