เมื่อพูดถึงอายุ 60 ปีหลายคนคงนึกถึงวันที่ได้วางมือจากงานประจำ ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า ไม่ต้องฝ่ารถติด และมีเวลาพักผ่อนอยู่กับลูกหลานอย่างเต็มที่ แต่ในชีวิตจริงคนไทยจำนวนไม่น้อยยังต้องออกจากบ้านไปทำงานเหมือนเดิม บางคนขายของ ทำไร่ทำนา รับจ้าง ขับรถ เป็นแม่บ้าน หรือช่วยดูแลกิจการของครอบครัว
คำว่า ‘เกษียณ’ จึงอาจมีอยู่ในปฏิทินขององค์กร แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของทุกคน
ตาม พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 คนไทยที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปถือเป็นผู้สูงอายุ ขณะที่ระบบราชการก็ใช้อายุ 60 ปีเป็นหมุดหมายของการเกษียณ โดยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญทำงานต่อหลังครบ 60 ปีต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์เฉพาะของกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จึงทำให้อายุ 60 ปีติดอยู่ในความเข้าใจของสังคมมายาวนานว่าเป็นวันที่ชีวิตการทำงานควรสิ้นสุดลง
แต่สำหรับลูกจ้างเอกชนเรื่องนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาเช่นนั้น เพราะกฎหมายไม่ได้สั่งว่าพออายุครบ 60 ปีทุกคนต้องหยุดทำงานทันที อายุเกษียณจะเป็นไปตามข้อตกลงหรือข้อบังคับของนายจ้าง อย่างไรก็ตามหากสถานที่ทำงานไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ หรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี ลูกจ้างที่อายุครบ 60 ปีสามารถแจ้งเกษียณต่อนายจ้างได้ โดยมีผลเมื่อครบ 30 วัน และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พูดง่ายๆ คือ อายุ 60 ปีเป็นวัยที่กฎหมายเปิดทางให้ลูกจ้างเลือกเกษียณ แต่ไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะมีเงินมากพอให้หยุดทำงานได้จริง
รายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย ประจำปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ประมาณ 5.41 ล้านคน หรือร้อยละ 36.8 ของผู้สูงอายุทั้งหมด เท่ากับว่าในผู้สูงอายุทุก 3 คนจะมีมากกว่า 1 คนที่ยังอยู่ในตลาดแรงงาน
คำว่า ‘ทำงาน’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแก้เหงาเท่านั้น ข้อมูลปี 2567 พบว่า ผู้สูงอายุทำงานเฉลี่ย 39.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใกล้เคียงกับเวลาทำงานเต็มเวลาของมนุษย์เงินเดือน โดยร้อยละ 36.8 ทำงานสัปดาห์ละ 40–48 ชั่วโมง และมากกว่า 1 ใน 5 ทำงานตั้งแต่ 49 ชั่วโมงขึ้นไป
แต่แม้ชั่วโมงทำงานจะไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนความมั่นคงกลับต่างกันมาก เพราะข้อมูลปีเดียวกันพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานถึง ร้อยละ 86.9 เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีสวัสดิการ วันลา หรือหลักประกันจากการทำงานเหมือนลูกจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่ทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง ช่วยกิจการของครอบครัว ทำการเกษตร ขายของ หรือรับจ้างเป็นครั้งคราว
คนกลุ่มนี้จึงไม่มีฝ่ายบุคคลมาแจ้งล่วงหน้าว่าใกล้ถึงวันเกษียณ ไม่มีงานเลี้ยงส่ง และอาจไม่มีเงินก้อนรออยู่ในวันสุดท้ายของการทำงาน หากสุขภาพยังไหวก็ต้องทำต่อ เพราะเมื่อหยุดทำงานรายได้ก็หยุดตามไปด้วย
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้สูงอายุยังทำงานคือ เรื่องเงิน ผลสำรวจของนิด้าโพลในปี 2568 จากผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,310 คน พบว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ร้อยละ 84.29 ระบุว่าทำเพราะต้องการรายได้ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการทำงานหลังเกษียณของคนจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่างแต่เป็นส่วนหนึ่งของการหาเลี้ยงชีพ
ยิ่งเมื่อมองรายได้พื้นฐานหลังอายุ 60 ปีก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนจึงหยุดไม่ได้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเริ่มต้นที่ เดือนละ 600 บาท สำหรับผู้มีอายุ 60–69 ปี ก่อนเพิ่มเป็น 700 บาทในวัย 70–79 ปี จากนั้น 800 บาทในวัย 80–89 ปี และสูงสุด 1,000 บาทสำหรับผู้มีอายุ 90 ปีขึ้นไป เงินจำนวนนี้อาจช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้บ้างแต่ยากจะนำมาใช้แทนรายได้ประจำ โดยเฉพาะในวันที่ยังมีค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่ายา และภาระของคนในครอบครัว
งานวิจัยเรื่อง ‘ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของผู้สูงอายุไทย’ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2567 วิเคราะห์ข้อมูลผู้สูงอายุจำนวน 43,547 คน พบว่า การตัดสินใจทำงานต่อเกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง ทั้งรายได้ หนี้สิน ความพอใจต่อสถานะทางการเงิน สุขภาพ อายุ สถานภาพสมรส การมีที่อยู่อาศัย และการเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม จึงไม่สามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่าผู้สูงอายุทำงานเพียงเพราะขยันหรือไม่อยากอยู่บ้านเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรมองว่าผู้สูงอายุทุกคนที่ทำงานกำลังลำบาก เพราะผลสำรวจของนิด้าโพลยังพบว่า ร้อยละ 70.58 ทำงานต่อเพราะรู้สึกว่าสุขภาพยังดี ร้อยละ 37.39 ต้องการช่วยเหลือลูกหลาน และร้อยละ 36.06 บอกว่าการทำงานช่วยให้ไม่เหงา มีเพื่อนและคนรู้จัก งานจึงไม่ได้ให้แค่รายได้แต่ยังช่วยให้คนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีสังคม และยังเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวได้
สำหรับบางคนงานจึงเป็นทั้งรายได้ เป็นเพื่อน และเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน
เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องการหรือจำเป็นต้องทำงาน ภาครัฐจึงเริ่มมีโครงการเข้ามาช่วยเปิดประตูสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ โครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุของกรมการจัดหางาน ซึ่งช่วยสำรวจตำแหน่งงาน ประสานนายจ้าง และจับคู่ผู้สูงอายุกับงานที่เหมาะสม รวมถึงเปิดให้นายจ้างประกาศตำแหน่งผ่านแพลตฟอร์ม ‘ไทยมีงานทำ’
ข้อมูลในปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า มีผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานแล้ว 554 คน จากผู้มาใช้บริการจัดหางาน 632 คน สร้างรายได้จากการจ้างงานรวมปีละกว่า 53 ล้านบาท และยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับอีก 1,969 อัตรา งานที่ได้รับการบรรจุมากที่สุด ได้แก่ แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานดูแลความปลอดภัย พนักงานธุรการ และพนักงานขับรถยนต์
ภาคเอกชนเองก็เริ่มเปิดพื้นที่มากขึ้นเช่นกัน เดือนมิถุนายน 2569 กรมกิจการผู้สูงอายุและบริษัท ซีพี ออลล์ ลงนามความร่วมมือเปิดรับผู้มีอายุ 60–75 ปี จำนวน 1,000 อัตราทั่วประเทศ ในตำแหน่งพนักงานดูแลพื้นที่ขายและพนักงานดูแลลานจอดรถ โดยข้อตกลงมีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569–2572 พร้อมการพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้ผู้สมัคร
นอกจากการจัดหางานรัฐยังมีมาตรการจูงใจให้นายจ้างรับคนวัย 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงาน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำค่าจ้างผู้สูงอายุมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า ภายใต้เงื่อนไข เช่น ต้องเป็นผู้สูงอายุสัญชาติไทย อายุครบ 60 ปี ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และจำนวนที่นำมาใช้สิทธิต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของลูกจ้างทั้งหมด
โครงการเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วยย้ำว่าคนอายุ 60 หรือ 70 ปีไม่ได้หมดความสามารถเพียงเพราะถึงวัยเกษียณ แต่หากนำจำนวนตำแหน่งงานหลักพันไปเทียบกับผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่กว่า 5 ล้านคนก็ต้องยอมรับว่าโอกาสที่มีอยู่ยังเล็กมาก และอาจเข้าไม่ถึงผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่มีทักษะด้านเทคโนโลยี หรือมีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพและการเดินทาง
อีกสิ่งที่ต้องถามคือ งานที่เปิดให้ผู้สูงอายุทำมีความหลากหลายมากพอหรือยัง เพราะตำแหน่งจำนวนมากยังเป็นงานใช้แรง งานดูแลพื้นที่ งานรักษาความปลอดภัย หรืองานค่าจ้างไม่สูง ทั้งที่ผู้สูงอายุหลายคนมีความรู้และประสบการณ์จากการทำงานมาหลายสิบปี สามารถเป็นที่ปรึกษา ครูฝึก ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา เจ้าหน้าที่สนับสนุน หรือทำงานแบบไม่เต็มเวลาได้
สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการจึงไม่ใช่แค่ ‘มีงานอะไรก็ได้ให้ทำ’ นิด้าโพลพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานร้อยละ 75 ต้องการระบบประกันสุขภาพที่เข้าถึงง่ายขึ้น ร้อยละ 38.72 ต้องการการพัฒนาทักษะให้เหมาะกับงาน ร้อยละ 23.67 ต้องการชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น และร้อยละ 22.79 ต้องการสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การที่คนอายุ 60 หรือ 70 ปียังทำงาน เพราะหากใครยังมีแรง มีความสุข และอยากใช้ประสบการณ์ของตัวเองต่อการได้ทำงานย่อมเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สังคมต้องแยกให้ออกคือ พวกเขากำลังทำงานเพราะ ‘เลือกที่จะทำ’ หรือเพราะ ‘ไม่มีสิทธิเลือกที่จะหยุด’
บางคนอยากทำงานต่อเพราะยังสนุกกับชีวิต ขณะที่บางคนปวดหลัง ปวดเข่า หรือสุขภาพไม่ไหวแล้วก็ยังต้องฝืน เพราะรู้ดีว่าหากหยุดวันนี้พรุ่งนี้อาจไม่มีเงินซื้อข้าว
คำว่า ‘เกษียณไม่มีจริง’ จึงเป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก อายุ 60 ปีอาจเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นผู้สูงอายุ อาจทำให้ชื่อหายไปจากบัญชีพนักงานประจำ แต่ไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และภาระในครอบครัวเกษียณตามไปด้วย
การเกษียณที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหยุดทำงาน ทุกคนควรมีสิทธิเลือกว่าจะพักหรือทำต่อ แต่ต้องมีเงินออม สวัสดิการ สุขภาพ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมรองรับมากพอ
ไม่ใช่ต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพียงเพราะกลัวว่าหากหยุดแล้วชีวิตในวันพรุ่งนี้จะเดินต่ออย่างไร




