สิงหาคมร้อนที่สุดในรอบ 100,000 ปี โคเปอร์นิคัสชี้วิกฤตโลกร้อนถึงจุดไม่เคยมีมาก่อน
จากการติดตามสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) โดยสหภาพยุโรป เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่าเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในประวัติศาสตร์โลก
อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 16.96 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่ทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 เพียง 0.01 องศา ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรทั่วโลกก็พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
มนุษย์ไม่เคยเผชิญความร้อนนี้มานานกว่าแสนปี
ซาแมนธา เบอร์เกส นักวิทยาศาสตร์ด้านมหาสมุทรจากศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งยุโรป (ECMWF) ซึ่งกำกับดูแลโคเปอร์นิคัส ระบุว่า "มนุษย์ไม่เคยเผชิญกับอุณหภูมิสูงเช่นนี้มาอย่างน้อย 100,000 ปี" โดยหลักฐานจากแกนน้ำแข็ง วงปีของต้นไม้ และโครงกระดูกปะการัง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบสภาพภูมิอากาศปัจจุบันกับอดีตอันยาวนานได้
"เราปฏิเสธหลักฐานครั้งนี้ไม่ได้ นี่คือราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษยชาติ"
— ไซมอน สตีล หัวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศแห่ง UN ระบุ
ทางด้านสหประชาชาติ ออกมาเตือนทันทีหลังรายงานถูกเผยแพร่ พร้อมเน้นว่าตราบใดที่โลกยังไม่เลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล อุณหภูมิจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปในดินแดนที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน

ยุโรปร้อนทุบสถิติ เสียชีวิตส่วนเกินกว่า 32,000 ราย
โคเปอร์นิคัส ระบุด้วยว่าในเดือนสิงหาคมปิดฉากฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดของยุโรปตะวันตก แซงหน้าสถิติที่เคยทำไว้เมื่อปี 2003 โดยช่วงระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม แพลตฟอร์มเฝ้าระวัง EuroMomo ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตส่วนเกินในยุโรปมากกว่า 32,000 ราย เนื่องจากคลื่นความร้อนต่อเนื่องส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิด แม่น้ำแห้งขอด และเกิดไฟป่าทำลายล้างทั่วทวีป

ซูเปอร์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง
อุณหภูมิมหาสมุทรทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยแอตแลนติก เมดิเตอร์เรเนียน และแปซิฟิกเขตร้อนล้วนบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในยุคสมัยใหม่กำลังก่อตัวขึ้น คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดราวเดือนธันวาคม และอาจทำให้ปี 2026 และ 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดที่เคยมีการบันทึก
"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญทุกครั้งร้อนขึ้น และตราบที่เราไม่หยุดเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ เดือนที่ทุบสถิติเหล่านี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป"
— ฟรีเดอริเก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก Imperial College London กล่าว
จับตาโค้งสุดท้ายของฤดูฝนปี 2026
“ดร.เสรี” หวั่นฝนหมดเร็ว ไทยแล้งลากยาวถึง ก.ค. 70
ทางด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินว่าสภาพอากาศในปีนี้ไม่เป็นไปตามรูปแบบฤดูกาลปกติ โดยมีแนวโน้มว่าฝนจะเริ่มแผ่วลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน เนื่องจากทิศทางกระแสลมจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ฤดูฝนอาจสิ้นสุดเร็วกว่าปกติ และฤดูหนาวเข้ามาเร็วขึ้น แม้อุณหภูมิจะไม่ได้หนาวเย็นมากนัก
หลังกลางเดือนกันยายน ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เว้นแต่จะมีพายุเคลื่อนเข้ามาช่วยเติมปริมาณน้ำ โดยขณะนี้ยังมีพายุที่ต้องติดตามอีกประมาณ 7-8 ลูก แต่โอกาสที่พายุเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยยังมีไม่มาก เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ”

เอลนีโญรุนแรง พื้นที่นอกชลประทานเสี่ยงขาดแคลนน้ำ
อีกปัจจัยสำคัญคือความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในช่วงปี 2015-2016 และปี 2024 ส่งผลให้พื้นที่นอกเขตชลประทานมีความเสี่ยงจากภาวะแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำมากกว่าพื้นที่ที่มีระบบชลประทานรองรับ
หากปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ อาจจำเป็นต้องเตรียมมาตรการจำกัดการใช้น้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง โดยเฉพาะภาคการเกษตรและพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความเปราะบางต่อภาวะแห้งแล้งมากกว่า
หวั่นแล้งยาวถึงกรกฎาคม 2570
สำหรับภาวะความแห้งแล้งในปีนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยอาจลากยาวไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2570 ทำให้การบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ช่วงปลายฤดูฝนมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้น ช่วงเวลาไม่ถึงอีก 2 เดือนที่เหลือก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งจึงเป็นช่วงชี้ขาดในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการเร่งกักเก็บน้ำจากฝนที่ยังมีอยู่ การติดตามพายุที่อาจช่วยเติมน้ำต้นทุน และการเตรียมมาตรการรองรับกรณีฝนหมดเร็วกว่าปกติ เพื่อป้องกันผลกระทบจากภาวะน้ำไม่เพียงพอในฤดูแล้งที่จะมาถึง




