รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ในสัปดาห์นี้ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเลือก ‘ปิด’ การทำงานของอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดียได้เอง ซึ่งหากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Google และ TikTok ไม่ยอมมอบตัวเลือกในการปิดอัลกอริทึมให้แก่ผู้ใช้งาน บริษัทเหล่านี้จะต้องเผชิญกับ ‘บทลงโทษขั้นรุนแรง’
อานิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร เปิดเผยเรื่องนี้กับสำนักข่าว ABC ว่า “เราต้องการให้ชาวออสเตรเลียมีสิทธิ์เลือกมากขึ้นว่าอยากจะเห็นอะไรบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของตัวเอง...พวกเขาค่อนข้างชื่นชอบอัลกอริทึมทั้งในแง่ของความบันเทิงและประโยชน์ในการใช้งานที่ได้รับจากมัน”
“แน่นอนว่าหลายคนยังต้องการเลือกใช้งานตามอัลกอริทึมอยู่ แต่เราคิดว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ควรจะมอบทางเลือกนี้ให้แก่ผู้ใช้งานตั้งแต่แรก และพวกเขา (บิ๊กเทค) ต้องเคารพการตัดสินใจนั้นด้วย”
— เวลส์ กล่าว
ทางด้าน แองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำฝ่ายค้านของออสเตรเลีย เผยว่า “ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่เห็นรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาลพรรคแรงงาน”
“ผมรู้สึกเคลือบแคลงใจอย่างมาก และกังวลว่านี่อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย แต่ก็อย่างที่บอกครับ พวกเรายังไม่เห็นร่างกฎหมายนี้เลย มารอดูกันดีกว่าว่ารัฐบาลจะเสนออะไรออกมา” เทย์เลอร์ บอกกับ ABC
ที่ผ่านมา บริษัทโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มักถูกจับตามองและตรวจสอบอย่างหนักเกี่ยวกับการใช้อัลกอริทึมที่ถูกกล่าวหาว่า ‘สร้างความเสพติด’ และมักโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น ‘ตัวการป้อนเนื้อหาที่ฉาวโฉ่ รุนแรง หรือสุดโต่งให้แก่ผู้ใช้’ เพื่อดึงดูดให้พวกเขาไถหน้าจอต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ออสเตรเลียได้สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามครั้งแรกของโลก เพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และอัลกอริทึมที่มุ่งร้าย โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ ก็ได้เริ่มดำเนินรอยตามมาตรการดังกล่าว
แต่ถึงกระนั้น ผลข้อมูลเมื่อเดือนที่แล้วกลับพบว่า “เด็ก ๆ ในออสเตรเลียยังคงใช้งานแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย เช่น อินสตาแกรม และติ๊กต็อก เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีคำสั่งแบนออกมาก็ตาม” ขณะเดียวกัน เวลส์ก็ยอมรับว่า “จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีรายใดถูกปรับจากการไม่บังคับใช้มาตรการแบนโซเชียลมีเดียเลย”





