จากกระแสดราม่าที่ร้านค้าอิสราเอลย่านป่าตองในภูเก็ต ‘ปฏิเสธ’ ให้บริการลูกค้าท้องถิ่น ห้ามคนไทยเข้าร้าน อีกทั้งป้ายต่างๆ ทั้งในร้านและนอกร้านยังไม่มีภาษาไทย แต่ใช้เป็นภาษาฮีบรูทั้งหมด กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอีกครั้งว่า “ที่นี่ถิ่นไทยแท้ๆ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนว่ากำลังสูญเสียความเป็นเจ้าบ้านในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแผ่นดินเกิด”
พฤติกรรมการเลือกปฏิบัติและกีดกันคนในท้องถิ่นเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น ‘บทเรียนราคาแพงระดับภูมิภาค’ ที่สะท้อนผ่านเคสในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘อินโดนีเซีย’ ด้วยเช่นกัน
ปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา...จนเบียดขับคนท้องถิ่นออกไป

วิกฤตความตึงเครียดระหว่างชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นดังกล่าวปะทุขึ้นที่เกาะบาหลีจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ จากกระแสดราม่าชมรมวิ่ง ‘Entourage Bali’ ที่ก่อตั้งโดย ยอสต์ สตอร์มส วัย 35 ปี และ ฮิดเดอ ฟาน ฟลีต วัย 37 ปี ซึ่งเป็นชาวดัตช์ทั้ง 2 คน
สตอร์มส และฟลีต ได้จัดกิจกรรมวิ่งแนว ‘Silent Disco Run’ ที่ผสมผสานปาร์ตี้ไร้เสียง โดยผู้ร่วมวิ่งจะใส่หูฟังไร้สายฟังเพลงจังหวะสนุกสนานพร้อมกัน และวิ่งออกกำลังกายไปตามเส้นทางแคบๆ ในย่านชังกู (Canggu) ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.30 น.
แต่ประเด็นที่จุดกระแสดราม่าก็คือ ระเบียบการรับสมัครที่จงใจบล็อกและ ‘ปฏิเสธ’ ไม่ให้คนอินโดฯ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งคนอินโดฯ ออกมาแฉว่า “คนท้องถิ่นที่มีชื่อเป็นภาษาอินโดนีเซีย หรือใช้เบอร์โทรศัพท์รหัสประเทศ +62 จะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม ในขณะที่ผู้สมัครชาวตะวันตกกลับได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งทันที”
ด้านผู้จัดงานอ้างว่า “กิจกรรมนี้สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะกลุ่ม ‘ดิจิทัลโนแมด’ (Digital Nomads) หรือชาวต่างชาติเท่านั้น”
รัฐบาลอินโดฯ ไม่อยู่เฉย...ขึ้นบัญชีดำ ‘ห้ามเข้าประเทศ’ ตลอดชีวิต
ทันทีที่เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลเดือด รัฐบาลอินโดฯ ก็ไม่รอช้า สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ขณะที่ เฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดบาหลี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้ามาสืบสวนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมองว่าพฤติกรรมของกลุ่มทุนนี้เข้าข่ายการพยายามสร้าง ‘รัฐซ้อนรัฐ’ (State within a state) ที่ไม่เคารพเจ้าบ้าน
จากการตรวจสอบพบว่า “ผู้ต้องหาชาวดัตช์ทำธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต เหยียดคนท้องถิ่น อีกทั้งยังลักลอบจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์และทำงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาตในวีซ่า”
แม้ว่าผู้ต้องหาชาวดัตช์ทั้งสองรายจะรู้ตัวและชิงบินหนีไปประเทศสิงคโปร์ก่อนที่จะถูกควบคุมตัวเพียงหนึ่งวัน แต่ภาครัฐของอินโดนีเซียได้ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการออกคำสั่ง ‘ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ’
คำสั่งดังกล่าวทำให้ผู้ต้องหาชาวดัตช์ทั้งสองราย ‘ถูกแบนไม่ให้เดินทางกลับเข้ามาในอินโดฯ อีกเลย’ เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของคนในชาติและส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติรายอื่น ๆ ที่เข้ามาตั้งชุมชนแบบปิดและละเมิดกฎหมายในประเทศ
กฎหมายอินโดฯ รุนแรงแค่ไหน...
กฎหมายคนเข้าเมืองของอินโดนีเซีย (Indonesian Immigration Law) บังคับใช้มาตรการนี้อย่างเข้มงวดภายใต้อธิปไตยระดับชาติ :
-ฐานความผิดทางกฎหมาย-
มาตรา 75 แห่งกฎหมายคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย (Article 75 of Indonesia's Immigration Law) มอบอำนาจเด็ดขาดให้เจ้าหน้าที่ ตม. ลงโทษทางปกครอง รวมถึงการเนรเทศต่อชาวต่างชาติคนใดก็ตามที่มีพฤติกรรม ‘ทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง’ ซึ่งพฤติกรรมเหยียดและกีดกันคนท้องถิ่นถูกตีความเข้าข่ายมาตรานี้โดยตรง
การใช้วีซ่าผิดประเภทและการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต : ในเคสนี้ ผู้ต้องหาชาวดัตช์ทั้งสองราย ถือวีซ่าพำนักชั่วคราว (KITAS) และวีซ่านักลงทุน แต่กลับลักลอบจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์และจัดอีเวนต์เก็บเงินภายใต้กลุ่ม ‘Entourage Bali’ โดยไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับสูงสุด 500 ล้านรูเปียห์ (ราว 9.2 แสนบาท)
-ขึ้นบัญชีดำแบนเข้าประเทศถาวร-
การขึ้นบัญชีดำ หรือระบบที่อินโดนีเซียเรียกว่า ‘Daftar Penangkalan’ จะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบข้อมูลกลางของ ตม. ทันที
การแบนมี 3 รูปแบบ :
- แบนชั่วคราวระยะสั้น (ความผิดลหุโทษ : ครั้งละ 6 เดือน) ส่วนใหญ่เป็นความผิดเล็กน้อย หรืออยู่เกินวีซ่า (Overstay)
- แบนระยะยาว (ความผิดรุนแรง : 1-10 ปี) เป็นการลงโทษสำหรับผู้ที่ตั้งใจละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย (แย่งอาชีพคนท้องถิ่น) หรืออยู่เกินวีซ่าเป็นเวลานานมาก (เกิน 60 วันขึ้นไป)
- แบนถาวรตลอดชีวิต (ความผิดร้ายแรงขั้นรุนแรง) เป็นการลงโทษกรณีที่ชาวต่างชาติสร้างความปั่นป่วนร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ กีดกันคนท้องถิ่น หรือแสดงพฤติกรรม ‘รัฐซ้อนรัฐ’ อย่างเช่นในเคสของ 2 หนุ่มชาวดัตช์
สำหรับเคสชาวดัตช์ที่โดนสั่งแบนถาวรตลอดชีวิตนั้น รัฐบาลอินโดฯ สามารถประกาศบทลงโทษสูงสุดอย่างการ ‘แบนตลอดชีวิต’ ได้ทันทีภายในวันเดียวหลังจากเกิดเรื่อง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง
ระบบจะบล็อกชื่อและพาสปอร์ตของพวกเขาโดยอัตโนมัติที่ทุกด่านตรวจคนเข้าเมืองและสถานกงสุลอินโดฯ ทั่วโลกตลอดชีวิต โดยไม่มีช่องทางอุทธรณ์ ยกเว้นต้องสู้คดีในศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น





