ถอดบทเรียน : เมื่อร้านอาหารไม่ใช่สนามเด็กเล่น เจ้าของร้านในสหรัฐฯ ปรับเงินพ่อแม่ปมลูกส่งเสียงดัง-ทำลายข้าวของ

9 ก.ค. 2569 - 18:11

  • เมื่อ #ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน หลายครั้งที่ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมไทยจากกรณีที่พ่อแม่มักปล่อยให้ลูกร้องไห้เสียงดัง หรือวิ่งเล่นกันในร้านอาหาร-คาเฟ่ โดยที่พ่อแม่ก็ไม่ได้มีการตักเตือนใดๆ

  • ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ตัดสินใจติดป้ายเตือนสติพ่อแม่ว่า “เราต้อนรับทุกครอบครัว แต่ร้านเราไม่ใช่สนามเด็กเล่น” พร้อมมาตรการปรับเงินที่ชาวเน็ตทั่วโลกพากันกดไลก์รัวๆ

  • ในเกาหลีใต้ พื้นที่ ‘No-Kids Zones’ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แค่บนเกาะเชจูเพียงแห่งเดียวก็มีพื้นที่ดังกล่าวกือบ 80 แห่งแล้ว แต่ก็มีรายงานว่า “มีพื้นที่ลักษณะเดียวกันนี้อีกมากกว่า 400 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ”

ถอดบทเรียน : เมื่อร้านอาหารไม่ใช่สนามเด็กเล่น เจ้าของร้านในสหรัฐฯ ปรับเงินพ่อแม่ปมลูกส่งเสียงดัง-ทำลายข้าวของ

เมื่อ #ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน หลายครั้งที่ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมไทยจากกรณีที่พ่อแม่มักปล่อยให้ลูกร้องไห้เสียงดัง หรือวิ่งเล่นกันในร้านอาหาร-คาเฟ่ โดยที่พ่อแม่ก็ไม่ได้มีการตักเตือนใดๆ 

แต่หลายคนหลายมุมมอง บางคนมองว่า “พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้เสียงดัง หรือวิ่งเล่น เพราะมันรบกวนคนอื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะ” ขณะที่บางคนมองว่า “เด็กก็แบบนี้แหละ” ทว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่คนไทยที่ตั้งคำถาม แต่ที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ย่านอ่าวซานฟรานซิสโก ได้ตัดสินใจติดป้ายเตือนสติพ่อแม่ว่า “เราต้อนรับทุกครอบครัว แต่ร้านเราไม่ใช่สนามเด็กเล่น” พร้อมมาตรการปรับเงินที่ชาวเน็ตทั่วโลกพากันกดไลก์รัวๆ 

“เราต้อนรับทุกครอบครัว แต่ร้านเราไม่ใช่สนามเด็กเล่น” 

(Photo by : X/@raymmar)
(Photo by : X/@raymmar)

เจ้าของร้านอาหารจีน ‘Chez Xue’ ในพื้นที่เขตอ่าวซานฟรานซิสโกกลายเป็นกระแสไวรัล จากประเด็นเรียกเก็บเงินจากเหล่าผู้ปกครองสูงถึง 327 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,000 กว่าบาท) ฐานไม่ควบคุมดูแลบุตรหลานที่ส่งเสียงดังและสร้างความเดือดร้อนในร้านอาหาร หลังจากที่เจ้าของร้านต้องพบเห็นพฤติกรรมสุดจะทน ทั้งเด็กๆ ที่วิ่งเล่นรอบร้านเป็นวงกลม และผู้ปกครองที่เปลี่ยนผ้าอ้อมส่งกลิ่นเหม็นบนเบาะนั่งทานอาหาร  

โหยว โหยว เซวี่ย เจ้าของร้านอาหารบอกว่า เขาจำเป็นต้องปรับเงินผู้ปกครองของเด็กๆ จอมซนที่ทำเครื่องรูดบัตรเครดิตพัง ใช้ช้อนส้อมขูดขีดโต๊ะจนเป็นรอย และทำถ้วยชาแตกในร้านอาหารสาขาฟอสเตอร์ซิตี้  

“พนักงานและบริกรของผมต้องไปทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กแทนผู้ปกครองคนอื่น ซึ่งนั่นไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาเลย...การเลี้ยงลูกสมัยนี้ถูกปล่อยปละละเลยกันเกินไป ผมรู้เลยว่าถ้าตอนเด็กๆ ผมทำตัวแบบที่เด็กพวกนี้ทำ ผมคงโดนตีก้นลายไปแล้ว”

เซวี่ยบอกกับสำนักข่าว The New York Post   

เมนูของร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ แห่งนี้ ซึ่งต้องสแกนดูผ่านคิวอาร์โค้ด มีคำเตือนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “กรุณาควบคุมดูแลบุตรหลานของท่านด้วย...ร้าน Chez Xue ยินดีต้อนรับทุกครอบครัว แต่ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” 

มีครอบครัวหนึ่งถูกปรับเงิน 327.03 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,400 บาท) หลังจากลูกของพวกเขาทำเครื่องรูดบัตรเครดิตตกจนหน้าจอเสียหาย ขณะที่ผู้ปกครองอีกรายโดนปรับไป 109.38 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,800 บาท) เพราะปล่อยให้เด็กใช้ช้อนส้อมขูดโต๊ะจนเป็นรอย ส่วนอีกรายหนึ่งถูกปรับ 5.37 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 180 บาท) เนื่องจากเด็กทำถ้วยชาแตก 

อย่างไรก็ตาม ทางร้านจะไม่เก็บเงินเลยหากเด็กๆ ทำข้าวของเสียหายจากอุบัติเหตุจริงๆ แต่เซวี่ยรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้ หลังจากพบเห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่ ‘แย่ลงเรื่อยๆ’ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

“เราไม่ได้โทษเด็กๆ เลย และผมก็ภูมิใจมากที่ร้านของเราเป็นร้านที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ซึ่งทุกคนสามารถพาครอบครัวมาทานอาหารร่วมกันได้ มาตรการนี้มีไว้เพื่อเตือนผู้ปกครองกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น...ได้โปรดทำหน้าที่ของคุณ เพื่อให้พวกเราได้ทำหน้าที่ของเราเช่นกัน เซวี่ย กล่าว 

หลังจากมาตรการอันเข้มงวดนี้กลายเป็นกระแสไวรัล เซวี่ยก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นบน X “พวกที่เลี้ยงลูกแบบ ‘ละมุนละม่อม’ กำลังปั้นจอมทำลายล้างตัวน้อยอยู่ชัดๆ ใครก็ได้มาเปลี่ยนความคิดผมที” คามิโล อคอสตา นักลงทุนรายใหญ่ แสดงความคิดเห็น 

แซค สตีเวนส์ ผู้ใช้งาน X อีกรายบอกว่า “ทางร้านควรจะให้ส่วนลดกับผู้ปกครองที่ตักเตือนลูกต่อหน้าสาธารณชนเวลาเด็กดื้อ หรือให้ส่วนลดสำหรับเด็กที่ทำตัวน่ารักด้วยนะ” 

อย่างไรก็ดี เซวี่ยได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ตั้งแต่ทางร้านติดประกาศแจ้งเตือนนี้ พฤติกรรมแย่ๆ ของลูกค้าก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะคนที่ทำร้านอาหารมานานกว่า 10 ปี ผมรู้สึกยินดีที่เรื่องราวไวรัลนี้ได้ ‘จุดประกายให้เกิดการพูดคุย’ เกี่ยวกับสิ่งที่ร้านอาหารต้องเผชิญ” 

“เห็นได้ชัดเลยว่าเรื่องนี้มันไปสะกิดใจใครหลายคน การมีจิตสำนึกที่จะเคารพร้านอาหารและลูกค้าคนอื่นๆ รวมถึงการไม่ปฏิบัติกับร้านอาหารเหมือนเป็นสนามเด็กเล่น...มันคือสามัญสำนึกพื้นฐานเท่านั้นเอง” เซวี่ย โพสต์ข้อความบน X 

“ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม : สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ปกครองได้” 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2023 ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ ก็เคยกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศ หลังมีมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก้อนโตจากลูกค้า ฐานดูแลลูกไม่ดี 

ร้านอาหาร ‘Toccoa Riverside Restaurant’ ซึ่งตั้งอยู่ในแถบเทือกเขาบลูริดจ์ ได้ติดคำเตือนไว้บนเมนูของร้านอย่างชัดเจนว่า “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม : สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ปกครองได้” 

บนโลกออนไลน์เต็มไปด้วยรีวิวจากผู้ปกครองที่โกรธแค้น ซึ่งหลายคนอ้างว่าพวกเขาถูกทางร้านปรับเงินหรือไม่ก็ถูกต่อว่าอย่างรุนแรง เนื่องจากพนักงานมองว่าบุตรหลานของพวกเขาส่งเสียงดังและสร้างความเดือดร้อน 

“ถ้าคุณมีลูก หลีกเลี่ยงร้านนี้ให้ไกลที่สุดเลย คุณพระช่วย! เจ้าของร้านที่ไร้มารยาทที่สุดคนนี้เข้ามาโวยวายเสียงดังต่อหน้าคนทั้งร้าน เพียงเพราะพวกเขากล่าวหาว่า ‘เด็กๆ วิ่งเล่นในร้าน’ ทั้งที่จริงๆ เด็กๆ อยู่ตรงริมแม่น้ำด้านล่าง...พวกเราโดนตราหน้าว่าเป็นพ่อแม่ที่แย่ และทางร้านเก็บค่าปรับเรา 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,700 บาท) โทษฐานที่ ‘เด็กดื้อ’...เราจะไม่กลับมาร้านนี้อีกเด็ดขาด” ผู้ปกครองรายหนึ่งบอกเล่า 

‘No-Kids Zones’ กำลังกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายมากขึ้นในสังคมเกาหลีใต้

(Photo by Shutterstock / bbearlyam)
(Photo by Shutterstock / bbearlyam)

ในเกาหลีใต้ ‘No-Kids Zones’ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดตั้งพื้นที่ลักษณะนี้ขึ้นหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและไร้การรบกวนให้กับกลุ่มผู้ใหญ่ 

ข้อมูลจากสถาบันคลังสมองในท้องถิ่นระบุว่า “เฉพาะบนเกาะเชจูซึ่งเป็นเกาะตากอากาศยอดนิยมเพียงแห่งเดียว ก็มีพื้นที่ ‘No-Kids Zones’ เช่นนี้เกือบ 80 แห่งแล้ว” ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเผยว่า “มีพื้นที่ลักษณะเดียวกันนี้อีกมากกว่า 400 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ”  

กระแส ‘No-Kids Zones’ ในเกาหลีใต้ นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในปี 2012 เมื่อลูกค้าคนหนึ่งในร้านอาหารเดินถือชามน้ำซุปร้อนๆ แล้วบังเอิญชนกับเด็กจนน้ำซุปรสจัดลวกตัวเด็ก จนกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังจากที่แม่ของเด็กได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อโจมตีลูกค้าคนนั้น 

ในตอนแรก สังคมส่วนใหญ่ต่างพากันเห็นใจคนเป็นแม่ เนื่องจากเคสนี้ดูจะคล้ายกับเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีต ที่สถานประกอบการมักจะต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าชดเชยหลังเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ทว่ากระแสสังคมก็เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดปรากฏออกมา ซึ่งเผยให้เห็นว่าเด็กคนดังกล่าวกำลังวิ่งเล่นไปทั่วร้านก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุไม่กี่นาที ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันกลับมาตำหนิตัวผู้เป็นแม่ที่ไม่ยอมอบรมและควบคุมดูแลพฤติกรรมของลูกตัวเองแทน 

หลังจากนั้น ในช่วงไม่กี่ปีต่อมา ก็เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสิทธิ์และความรับผิดชอบของพ่อแม่ รวมถึงผู้ปกครองของเด็กเล็กในการใช้พื้นที่สาธารณะและในสถานประกอบการเอกชน 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ ‘No-Kids Zones’ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผลสำรวจจากสถาบันวิจัยฮันกุกในปี 2021 พบว่า “ผู้ใหญ่มากกว่า 7 ใน 10 คนเห็นด้วยกับมาตรการนี้ ขณะที่มีไม่ถึง 2 ใน 10 คนที่ไม่เห็นด้วย (ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตัดสินใจ)” 

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนที่สนับสนุนมาตรการนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ใหญ่ที่ไม่มีลูกเท่านั้น เพราะในเกาหลีใต้ สิทธิในการพักผ่อนอย่างสงบและปราศจากเสียงรบกวนเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่คนเป็นพ่อแม่หลายคนเองก็ยังมองว่า “การจัดตั้งพื้นที่ ‘No-Kids Zones’ เช่นนี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและยอมรับได้” 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์