‘อังกฤษ’ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญฝันร้ายจากอาวุธปืนที่สังคมไม่มีวันลืม ทว่าในวันนั้นรัฐบาลเลือกที่จะเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนอย่างเด็ดขาดภายใต้แนวคิด ‘เกิดเหตุแล้วแก้ทันที’ (Event-driven reform) เพื่ออุดช่องโหว่และทลายต้นตอภัยคุกคามอย่างถอนรากถอนโคน
จนส่งผลให้ในปัจจุบัน อังกฤษกลายเป็น ‘ประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดและเด็ดขาดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก’ และยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ ‘ปลอดภัยที่สุดในโลกจากอาวุธปืน’
การปฏิรูปเหล่านั้นถูกขับเคลื่อนจากการถอดบทเรียนผ่าน 2 โศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งประวัติศาสตร์...
-เหตุกราดยิงที่ฮังเกอร์ฟอร์ด / ปี 1987-
โศกนาฏกรรมแรกที่สั่นคลอนสังคมและจุดชนวนการปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1987 ในเหตุกราดยิงที่ฮังเกอร์ฟอร์ด (Hungerford Massacre) เมื่อ ไมเคิล ไรอัน ก่อเหตุคลุ้มคลั่งและใช้อาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ รวมถึงปืนพกกราดยิงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้าในเมืองเบิร์กเชียร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 16 ราย
ความสูญเสียในครั้งนั้นบีบให้รัฐบาลอังกฤษต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 1988’ (Firearms Amendment Act 1988) ในทันที กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนอังกฤษให้เข้าสู่ระบบการควบคุมอาวุธปืนจากต้นทางอย่างเข้มงวด
นำไปสู่การสั่งแบน :
- ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automatic rifles)
- ปืนลูกซองแบบปั๊มแอคชั่น (Pump-Action Shotgun)
- ปืนพกแบบลูกโม่ลำกล้องเรียบ (Smoothbore Revolver)
ห้ามไม่ให้พลเรือนครอบครอง พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการบังคับให้ผู้ครอบครองปืนลูกซองธรรมดาต้องเข้าระบบจดทะเบียนและผ่านการออกใบอนุญาตอย่างเข้มงวดเป็นครั้งแรก
-เหตุกราดยิงที่พลิมัท / ปี 2021-
เหตุกราดยิงที่พลิมัท (Plymouth Shooting) เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญในอังกฤษ เมื่อชายวัย 22 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนลูกซองกราดยิงผู้คนในที่สาธารณะจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนวิกฤตความเชื่อมั่นและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความบกพร่องและช่องโหว่ร้ายแรงในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีการเปิดเผยในภายหลังว่า ผู้ก่อเหตุเคยถูกยึดอาวุธปืนไปแล้วจากพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับคืนปืนให้ 1 เดือนก่อนเกิดเหตุ
โศกนาฏกรรมครั้งนี้บีบให้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลอังกฤษต้องดำเนินการถอดบทเรียนเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดในทันที นำไปสู่การประกาศเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบประวัติในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อประเมินสภาพจิตใจและแนวคิดหัวรุนแรงของผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนลูกซองอย่างเข้มงวด
ขณะเดียวกัน ผู้ขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนทุกรายก็จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและมีใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการจากแพทย์ประจำตัว (GP) เสมอ ซึ่งหากไม่มีการยืนยันจากแพทย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิเสธการออกใบอนุญาตโดยไม่มีข้อยกเว้น
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยอังกฤษยังได้เดินหน้าปิดช่องโหว่ทางสังคมและระบบสาธารณสุขเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ ‘ระบบปักหมุดดิจิทัล’ (Digital Firearms Marker) เข้าไปผสานในแฟ้มประวัติการรักษาพยาบาลส่วนบุคคลของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS)
ระบบดังกล่าวจะส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยอัตโนมัติหากผู้ถือครองปืนเริ่มมีประวัติการรักษาโรคทางจิตเวช หรือหันไปใช้สารเสพติดในภายหลัง พร้อมทั้งปรับเกณฑ์การค้ำประกันโดยเพิ่มผู้รับรองพฤติกรรมเป็น 2 คน และออกข้อบังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแยกสัมภาษณ์เชิงลึกกับสมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลที่พักอาศัยร่วมบ้านเดียวกันแบบลับหลัง เพื่อเปิดโอกาสให้คนใกล้ชิดรายงานพฤติกรรมก้าวร้าว หรือความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างปลอดภัย
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังได้เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่ง ‘ริบปืน’ หรือ ‘ปฏิเสธการออกใบอนุญาตได้ทันที’ เพียงแค่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ขอใบอนุญาตมีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงทางอารมณ์กับคนในครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลตัดสินความผิด ควบคู่ไปกับการบังคับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนอาวุธปืนทั่วประเทศต้องผ่านหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสกัดกั้นดุลยพินิจส่วนตัวและป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการคืนอาวุธร้ายแรงให้แก่บุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมอีกต่อไป
เหตุกราดยิงในที่สาธารณะแทบจะกลายเป็น ‘ศูนย์’...เพราะการปฏิรูปกฎหมายในครั้งนั้น

หลังจากการสั่งแบนปืนพกและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติในปี 1988 เหตุการณ์กราดยิงในที่สาธารณะก็แทบจะหมดไปจากสังคมอังกฤษ แถมปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติชนวนกลางก็หายไปจากมือพลเรือนชาวอังกฤษเกือบ 100% ในทันที
จากเดิมที่ปืนลูกซองในชนบทอังกฤษแทบไม่มีใครสนใจตรวจสอบ แต่หลังจากรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 1988 ปืนลูกซองทุกกระบอกในประเทศก็จะต้องมีเลขทะเบียนระบุชื่อเจ้าของชัดเจน ใครมีปืนกี่กระบอกต้องแจ้งตำรวจทั้งหมด ทำให้คนที่มีปืนอยู่ก็ไม่กล้าเอาไปขายต่อมั่วซั่ว และถ้าปืนหายหรือโดนขโมย ตำรวจก็สามารถสืบสวนจากเลขทะเบียนเพื่อตามจับกุมได้ทันที
ในรอบเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ ปี 2010 ที่มณฑลคัมเบรีย และปี 2021 ที่เมืองพลิมัท ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุใช้ปืนที่ได้รับใบอนุญาตประเภทล่าสัตว์/เกษตรกรรม ไม่ใช่ปืนพก หรืออาวุธสงคราม
ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า “ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงในอังกฤษและเวลส์เพียง 32 รายเท่านั้น คิดเป็นไม่ถึง 6% ของคดีฆาตกรรมทั้งหมด”
อัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืนของอังกฤษอยู่ที่ประมาณ 0.04 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีอัตราสูงถึงเกือบ 4 คนต่อประชากร 1 แสนคน ก็ถือว่าต่ำกว่ากันถึง 100 เท่า อีกทั้ง สถิติคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนล่าสุด (มี.ค.2026) ยังลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าถึง 8% เหลือเพียง 5,151 คดี นับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
นอกจากนี้ อาวุธปืนที่คนร้ายนำมาใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเป็นปืนปลอม ปืนบีบีกัน หรือปืนดัดแปลง สูงถึง 37% เนื่องจากอาชญากรทั่วไปไม่สามารถหาซื้อปืนจริงหรือกระสุนปืนในตลาดมืดได้เลยจากการควบคุมต้นทางที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะควบคุมปืนได้ดี แต่กลุ่มอาชญากรในอังกฤษได้หันไปใช้ ‘อาวุธมีด’ ในการก่อเหตุแทน ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลอังกฤษกำลังเร่งปราบปรามและแก้กฎหมายควบคุมการพกพามีดในที่สาธารณะอย่างเข้มงวดในปัจจุบัน





