จีนเรียกร้องให้ประเทศไทยและเมียนมาร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อย่างแท้จริง
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว
ถาม : เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกลุ่มบุคคลในประเทศไทยไปชุมนุมที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับประเด็นมลพิษในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ขอทราบว่าฝ่ายจีนมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
ตอบ : ฝ่ายจีนให้ความสำคัญและติดตามประเด็นการปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยมาโดยตลอด และเข้าใจถึงความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
แม่น้ำที่เกี่ยวข้องเป็นแหล่งน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบบนพื้นฐานยึดถือความเป็นจริง หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ประเทศไทยและเมียนมาส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าวอย่างเหมาะสม
การอนุรักษ์ระบบนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศในลุ่มน้ำ และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศในลุ่มน้ำด้วย ฝ่ายจีนพร้อมที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำ เพื่อร่วมกันพิทักษ์ไว้ซึ่งความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขง (ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย)
ก่อนหน้านี้ นักนิเวศวิทยาออกมาเตือนว่า “พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางนิเวศวิทยาที่กำลังคืบคลานเข้ามา เว้นแต่จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการทำเหมืองแร่โลหะหายากในเมียนมา”
จากข้อมูลของ Global Witness ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ระบุว่า “เมียนมากลายเป็นแหล่งผลิตแร่โลหะหายากชนิดหนัก (Heavy Rare-earth Elements) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแร่ธาตุเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ไฮเทค เช่น กังหันลม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ทางการแพทย์”
แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนหลายล้านคน ผู้เชี่ยวชาญต่างกังวลว่า “การปนเปื้อนนี้อาจซึมเข้าสู่ระบบชลประทานที่ป้อนเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่ของภูมิภาค รวมถึงแหล่งน้ำดื่ม ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า การสัมผัสสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ เป็นระยะเวลานาน สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ความผิดปกติทางระบบประสาท และภาวะอวัยวะล้มเหลวได้”
“สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุม สถานการณ์อาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจมีเหมืองนอกกฎหมายต้นน้ำเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยแห่ง การปนเปื้อนอย่างรุนแรงจะแพร่กระจายไปทั่วแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา และท้ายที่สุด น้ำจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดซึ่งส่งผลกระทบยาวไปจนถึงท้องทะเล”
— เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาคของ ‘International Rivers’ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ กล่าวกับสำนักข่าว DW
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษของประเทศไทยได้ตรวจพบการปนเปื้อนในระดับที่สูงขึ้นในตะกอนดินของแม่น้ำโขง โดยค่าที่ตรวจวัดได้สูงสุดนั้นอยู่ที่ 296 มิลลิกรัมต่อตะกอนดินหนึ่งกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถึง 9 เท่า
CNA รายงานว่า “สงครามกลางเมืองในเมียนมาและการแข่งขันเพื่อแย่งชิงแร่ธาตุที่สำคัญที่สุดของโลก คือหัวใจสำคัญของวิกฤตการณ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในปัจจุบัน เนื่องจากสารมลพิษเหล่านี้ได้หลุดรอดเข้าไปอยู่ในอาหารที่ประเทศไทยผลิต”
สุขใจ วัย 75 ปี ซึ่งทำอาชีพประมงในภาคเหนือของไทยมานานกว่า 5 ทศวรรษ เล่าว่าตัวเขา “จับปลาที่มีลักษณะพิการผิดรูปได้ประมาณ 4-5 ตัว เมื่อปีที่แล้ว” ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ปลาจะไม่สามารถนำไปขายได้และต้องเก็บไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ
ขณะที่ แสงคำ แม่ค้าขายปลา บอกว่า “ปีที่แล้วเงียบเหงามาก ลูกค้าหายหน้ากันไปหมดเลย แม้ปีนี้สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากเท่าไหร่”
“กรมประมงได้ระบุแน่ชัดแล้วว่า ปลาเหล่านี้เป็นปลาที่ติดเชื้อ โลหะหนักหรือสารเคมีในน้ำอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของปลาอ่อนแอลง ส่งผลให้พวกมันไวต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น...ปลาก็เหมือนกับมนุษย์ ยิ่งเราได้รับสารเคมีมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งอ่อนแอและป่วยง่ายขึ้นเท่านั้น”
— ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน วิริยา รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เผย
(Photo by Manan VATSYAYANA / AFP)





