ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตามองกับ ‘การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี’...4 เดือนหลังจากผู้นำทั้งสองพบกันครั้งล่าสุดที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งการมาเยือนเมืองหลวงสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองจะดูชื่นมื่นกว่าเดิมเสียด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไร้ความคืบหน้าที่จะบบรลุข้อตกลงใหญ่ๆ เช่นเคยเหมือนการประชุมสุดยอดครั้งก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์การค้าบางส่วนต่างรู้สึกประหลาดใจที่การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และจีนแทบไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากไม่มีการประกาศข้อตกลงใหม่ใด ๆ นอกเหนือจากคำมั่นสัญญาที่จะหารือกันเพิ่มเติมและการขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เห็นพ้องกันตั้งแต่ สี จิ้นผิง เดินทางถึงสหรัฐฯ
การเยือนครั้งนี้ถูกวิจารณ์ว่าเน้นไปที่พิธีการต้อนรับอันยิ่งใหญ่ แต่กลับขาดเนื้อหาสาระสำคัญ “การประชุมดังกล่าวไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มันเป็นแค่พิธีการต้อนรับอันหรูหราอลังการ หรือการส่งเสียงเอะอะโวยวายที่ไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย” สก็อตต์ ลินซิคัม รองประธานฝ่ายเศรษฐศาสตร์ทั่วไปจากสถาบันเคโต (Cato Institute) กล่าว
เน้นภาพลักษณ์ ‘มากกว่า’ ผลลัพธ์ (?)
“การประชุมนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และพิธีการมากกว่าเนื้อหาสาระในประเด็นสำคัญต่าง ๆ และไม่มีสัญญาณบ่งชี้เลยว่าการประชุมลับช่วงสั้น ๆ นั้น จะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญในข้อพิพาทอันซับซ้อนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรอบการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญหาข้อตกลงการค้า วิกฤตการณ์ไต้หวัน ตลอดจนสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน”
— สว.พรรคเดโมแครต วิจารณ์
ทั้งสองประเทศตกลงที่จะขยายเวลาข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว แทบไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเลย”
ในระหว่างประชุมครั้งนี้ สี จิ้นผิง ได้หยิบยกทฤษฎี ‘กับดักธูซิดิดิส’ ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง เพื่อชี้ให้เห็นว่า “การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหม่อย่างจีนและมหาอำนาจเก่าอย่างสหรัฐฯ มักจะลงเอยด้วยสงคราม” แต่ สี จิ้นผิง ยืนยันว่า “ความเสี่ยงนี้เป็นสิ่งที่ ‘สามารถก้าวข้ามได้’ หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน”
ขณะที่บรรยากาศหลังการประชุมกลับเน้นไปที่การสร้างภาพความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยทรัมป์ได้พา สี จิ้นผิง ไปเดินชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่บนสนามหญ้าทำเนียบขาว พร้อมกล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “สี จิ้นผิง ชอบหินแกรนิตคุณภาพดีที่ใช้สร้างลานจอดนี้ และนี่เป็นการประชุมที่ยอดเยี่ยมมาก” แต่ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกใด ๆ เพิ่มเติม
“พูดกันตามตรงเลยนะ ถ้าทำเนียบขาวมาขอคำปรึกษาจากผม ผมจะไม่แนะนำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เชิญประธานาธิบดีสีมาเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อรับการต้อนรับที่หรูหราใหญ่โตขนาดนี้ในสหรัฐฯ เมื่อพิจารณาจากปัญหาชวนปวดหัวมากมายที่เรามีอยู่กับประธานาธิบดีสีและพรรคคอมมิวนิสต์จีน” โรเจอร์ วิกเกอร์ สว.จากพรรครีพับลิกัน กล่าว
ด้าน แดนนี รัสเซล อดีตนักการทูตสหรัฐฯ ในรัฐบาลบารัก โอบามา แสดงความกังวลว่า “ผู้นำทั้งสองประเทศใช้เวลาไปกับกิจกรรมทางสังคมและพิธีการต่าง ๆ มากกว่าการประชุมหารือกันจริง ๆ ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 90 นาทีเท่านั้น”
“ภาพลักษณ์และพิธีการต่าง ๆ ไม่ได้ช่วยให้เกิดความคืบหน้า เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจริงๆ คือผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่าง ‘แร่หายาก’ (Rare Earths) ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ที่ดูน่ารักเหมือน ‘หมีแพนด้า’ สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การทูตเพื่อแก้ปัญหา แต่เป็นเพียง ‘การทูตที่เน้นสร้างภาพ’ (Diplotainment) ที่แทบไม่มีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาร้ายแรงในความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเลย”
— รัสเซล กล่าว
ดูเหมือนว่า ‘AI’ จะยังคงถูกพัฒนาไปอย่างอิสระโดย ‘ไม่มีการควบคุม’ ใด ๆ

เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน เหล่านักวิเคราะห์ด้าน AI จึงต้องพยายามตีความท่าทีของผู้นำทั้งสองฝ่ายจากข้อมูลที่ปรากฏ โดยก่อนการประชุม ทรัมป์ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าเขาจะหารือกับ สี จิ้นผิง ในเรื่อง ‘ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์’ (คำใหม่ที่ทรัมป์ใช้เรียก AI) ทว่าทรัมป์กลับแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนใจที่จะออกกฎหมายมาควบคุมเทคโนโลยีนี้ แม้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่า “มันอาจเป็นภัยต่อมนุษย์ก็ตาม”
ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างแสดงจุดยืนที่สวนทางกันอย่างชัดเจนในเรื่องการจัดการกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยฝั่งทรัมป์ ซึ่งเคยประกาศว่า “ควรเรียก AI ว่า ‘ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์’ หรือ ‘SI’ และต้องการปล่อยให้ AI พัฒนาไปอย่างเสรีโดยไม่มีกรอบกฎหมายควบคุม และจะใช้เพียงกลไกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ คอยดูแลเท่านั้น” พร้อมทั้งอ้างว่า “จีนก็เห็นพ้องกับแนวคิดนี้”
แต่ สี จิ้นผิง กลับแถลงในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) อย่างตรงกันข้าม โดยย้ำว่า “ในฐานะที่สหรัฐฯ และจีนเป็นมหาอำนาจด้าน AI ทั้งสองชาติจำเป็นจะต้องร่วมมือกันควบคุมดูแลการเติบโตของเทคโนโลยีนี้เพื่อความปลอดภัย”
“เราทั้งสองประเทศต่างมีทั้งศักยภาพและความรับผิดชอบในการพัฒนาและควบคุมดูแล AI ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง โดยต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์เสมอ และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน”
— สี จิ้นผิง กล่าว
เหล่านักวิเคราะห์ชี้ว่า “การแข่งขันด้าน AI ที่ดุเดือดระหว่างสองประเทศ น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การเจรจาครั้งนี้ถูกจำกัดอยู่แค่ ‘ข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์’ เท่านั้น และเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม”
‘ไต้หวัน’ ยังคงเป็นความขัดแย้งหลักในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน
เป็นไปตามคาดที่ สี จิ้นผิง ได้กดดันทรัมป์ในประเด็น ‘ไต้หวัน’ โดยสำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานว่า “จีนต้องการให้สหรัฐฯ จัดการปัญหานี้ด้วยความรอบคอบ และคาดหวังให้สหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีมาเป็น ‘คัดค้าน’ การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน”
ท่าทีดังกล่าวของจีนถือเป็นข้อเรียกร้องที่แข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้เพียงคำว่า ‘ไม่สนับสนุน’ การแยกตัวเป็นเอกราช อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลของทรัมป์มีแผนที่จะเปลี่ยนถ้อยคำนี้แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการหารือในประเด็นนี้ทันที แต่ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ‘คัดค้าน’ การเป็นเอกราชของไต้หวันมาโดยตลอด เนื่องจากหากมีการเปลี่ยนถ้อยคำเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ทั่วโลกคลางแคลงใจว่า “สหรัฐฯ จะยังปกป้องไต้หวันอยู่หรือไม่ และอาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในรัฐสภาสหรัฐฯ ด้วย”
ย้อนกลับไปหลังจากการประชุมสุดยอดกับ สี จิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้แถลงว่า“จะชะลอการอนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.6 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวันออกไปก่อน”โดยทรัมป์มองว่า “การส่งมอบอาวุธนี้เป็น ‘ชิปต่อรองชิ้นสำคัญ’ ในการเจรจากับจีน”
ท่าทีที่เน้นผลประโยชน์ทางการค้าของทรัมป์สร้างความไม่พอใจแก่นักการเมืองในสหรัฐฯ บางกลุ่มอย่างมาก เพราะมองว่าการช่วยไต้หวันเป็นเรื่องของคำมั่นสัญญาที่ต้องรักษา
ทว่าในความเป็นจริง สหรัฐฯ มักใช้นโยบายที่เน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้ามาโดยตลอด ด้วยการเลือกผูกมิตรกับจีนเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า “จะสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายแก้ปัญหาอย่างสันติโดยไม่เข้าข้างใคร”
‘สงครามในอิหร่าน’ ที่ยืดเยื้อเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความตึงเครียดในการประชุมสุดยอดครั้งนี้

แม้ว่าการมาเยือนของ สี จิ้นผิง จะเน้นไปที่การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับทรัมป์และสหรัฐฯ แต่ก็มีอีกหลายประเด็นที่กลายมาเป็นหัวข้อหลักในการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘สงครามในอิหร่าน’ ที่เปิดฉากขึ้นโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องถูกปิดลง ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ทรัมป์ได้ขอความร่วมมือให้จีนช่วยกดดันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และช่วยผลักดันให้เปิช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทว่าจีนในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ยังคงแสดงท่าทีลังเลและไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสู้รบครั้งนี้
ไม่มีรายงานความคืบหน้า หรือการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ในประเด็นนี้ระหว่างการหารือของทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ที่ผ่านมา โดย สี จิ้นผิง เสนอให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับไปใช้ข้อตกลงพักรบชั่วคราว เพื่อปูทางไปสู่ความสงบสุขในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงพักรบดังกล่าวได้ล่มสลายไปเรียบร้อยแล้วหลังจากประกาศใช้ได้เพียงไม่นานเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีข้อตกลงนี้ตั้งเป้าที่จะนำไปสู่การหยุดยิงอย่างถาวรภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองฝ่ายก็กลับมาเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอีกครั้ง
“จีนเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า อธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศควรได้รับการเคารพ และที่ผ่านมาจีนได้มีบทบาทสร้างสรรค์ในการช่วยคลี่คลายความตึงเครียด รวมถึงสนับสนุนให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อประคองบรรยากาศของการเจรจาเอาไว้ต่อไป”
— สี จิ้นผิง บอกกับทรัมป์ พร้อมแสดงความหวังว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในท้ายที่สุด ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นนิวเคลียร์และเรื่องอื่น ๆ
(Photo by SAUL LOEB / AFP)





