‘การล่มสลายของหลังคาโลก’ สุนทรพจน์ ‘กูเตอร์เรส’ 3 ปีที่แล้ว ฝันร้ายกลายเป็นจริง

1 ก.ย. 2569 - 10:44

  • ยอดเสียชีวิตภัยพิบัติหิมาลัยใกล้พันคน กู้ภัยฝ่าน้ำท่วมและซากโคลนชายแดนเนปาล-จีน ภัยพิบัติสภาพภูมิอากาศขั้นวิกฤต

  • ย้อนคำเตือน สุนทรพจน์ของเลขาธิการ UN ปี 2566 ถ่ายทอดลางร้ายที่กลายเป็นความจริงอันน่าสะพรึง

  • หายนะจากน้ำมือมนุษย์กำลังพาคนกว่าพันล้านคนสู่วิกฤตรูปแบบใหม่ หากโลกยังร้อนไม่ถูกหยุดยั้ง ธารน้ำแข็งจะหายไปโดยสิ้นเชิง

‘การล่มสลายของหลังคาโลก’ สุนทรพจน์ ‘กูเตอร์เรส’ 3 ปีที่แล้ว ฝันร้ายกลายเป็นจริง

“หยุดความบ้าคลั่งนี้เสียที”

เสียงเตือนของ “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ครั้งเยือนหลังคาโลกเมื่อ 3 ปีก่อน กำลังดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมความหวาดหวั่นขั้นสูงสุด เมื่อนี่คือระยะแรกการล่มสลายของหลังคาโลก ก่อนระยะที่ 2 ของโศกนาฏกรรมกำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการหายไปของธารน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง

nepal-tibet-flood-disaster-missing-3000-1.jpeg

ล่าสุดรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุภัยพิบัติหิมาลัยใกล้พันคน สูญหายหลายพันชีวิต ขณะกู้ภัยยังคงฝ่าน้ำท่วมและซากโคลนเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต หลายวันที่ผ่านมาภาพและคลิปมวลน้ำผสมน้ำแข็งสีโคลนที่พัดถล่มลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย กวาดล้างด่านหมู่บ้าน สะพาน และสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายแดนเนปาล-จีนจนราบ สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วโลก และยังเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีในกระดาษอีกต่อไป

ความเสียหายเชิงโครงสร้างและชีวิตผู้คนในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดของสัญญาณเตือนภัยที่เคยถูกกู่ร้องไว้บนแผ่นดินเนปาลเมื่อ 3 ปีก่อน โดย “อันโตนิโอ กูแตร์เรส” เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

UN Photo/Narendra Shrestha UN Secretary-General António Guterres visits Syangbpoche in Solukhumbu district, Nepal.
UN Photo/Narendra Shrestha UN Secretary-General António Guterres visits Syangbpoche in Solukhumbu district, Nepal.

คำเตือนจากเลขาธิการ UN ณ หลังคาโลก

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 กูเตอร์เรสได้เดินทางเยือนเนปาล และกล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์เป็นเวลา 2 นาทีเพื่อเตือนสติคนทั้งโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกเดือดที่กำลังกัดเซาะปราการธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ

“ผมมาที่เนปาลเพื่อส่งสารถึงโลกว่า หลังคาของโลกกำลังพังทลาย”

กูเตอร์เรส เกริ่นนำ

โศกนาฏกรรมครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นเป็น 2 ระยะที่อันตรายอย่างยิ่ง

ระยะแรก คือเรื่องราวของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย อุณหภูมิที่ทำลายสถิติ หมายถึงการละลายของธารน้ำแข็งที่ทำลายสถิติเช่นกัน เนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปเกือบ 1 ใน 3 ภายในเวลาเพียง 3 ทศวรรษเศษ ขณะที่แอนตาร์กติกา และกรีนแลนด์ กำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งหลายพันล้านตันในทุกปี

การละลายของธารน้ำแข็งทำให้ทะเลสาบและแม่น้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดน้ำท่วมและกวาดล้างชุมชนทั้งชุมชน ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราที่ทำลายสถิติ คุกคามชุมชนชายฝั่งทั่วโลก และวิกฤตนี้กำลังเร่งตัวเร็วขึ้น ธารน้ำแข็งของเนปาลละลายเร็วขึ้นถึง 65% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า

“นั่นหมายความว่า ระยะที่ 2 ของโศกนาฏกรรมกำลังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ การหายไปของธารน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง”

คำเตือนในอนาคตอันใกล้จากเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

ธารน้ำแข็งเปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติที่เป็นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยที่นี่เป็นแหล่งน้ำจืดหล่อเลี้ยงผู้คนมากกว่าหนึ่งพันล้านคนเมื่อธารน้ำแข็งหดตัวปริมาณน้ำในแม่น้ำก็ลดลงตามไปด้วยในอนาคตแม่น้ำสายสำคัญของเทือกเขาหิมาลัยเช่นแม่น้ำสินธุคงคาและพรหมบุตรอาจมีปริมาณน้ำไหลลดลงอย่างมหาศาลเมื่อรวมกับการรุกล้ำของน้ำเค็มสิ่งนี้อาจทำลายพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอย่างรุนแรง

นั่นหมายถึง หายนะประเทศและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำอาจถูกลบหายไปตลอดกาลผู้คนนับล้านอาจต้องอพยพเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงน้ำและผืนดินขณะเดียวกันน้ำท่วมภัยแล้งและดินถล่มจะทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก

“วันนี้ ผมมายืนอยู่บนหลังคาโลกเพื่อส่งเสียงร้องบอกโลกว่า ... หยุดความบ้าคลั่งนี้เสียที”

ธารน้ำแข็งกำลังถอยร่น แต่เราจะถอยไม่ได้ เราต้องยุติยุคแห่งเชื้อเพลิงฟอสซิล เราต้องลงมือทันที เพื่อปกป้องผู้คนที่อยู่แนวหน้าของวิกฤตนี้ และเราต้องจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลทางสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุด โลกไม่สามารถรอได้อีกต่อไป

AFP__20260826__C6HV3KG__v2__HighRes__TopshotNepalWeatherFlood-5.jpg

อนาคตที่น่าสะพรึง หายนะที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ชายแดนเนปาล-จีนเมื่อสัปดาห์ก่อน คือข้อพิสูจน์ว่า “ระยะที่หนึ่ง” ที่กูแตร์เรสระบุไว้ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากน้ำมือของมนุษย์ การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่หยุดยั้ง ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธรณีวิทยาของหิมาลัย ชั้นน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงที่ไม่เคยละลายมานับพันปี บัดนี้กำลังสูญเสียความเสถียร ถล่มลงมากลายเป็นมหาอุทกภัยฉับพลันที่พร้อมจะคร่าทุกชีวิตในพริบตา

แต่นี่เป็นเพียงอารัมภบทของความน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น เพราะ “ระยะที่สอง” ที่กำลังจะตามมานั้นรุนแรงกว่าหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็น

วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำของคน 1,300 ล้านคน เทือกเขาหิมาลัยคือ "หอทาวเวอร์น้ำ" (Water Tower) ของเอเชีย เมื่อธารน้ำแข็งสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง แม่น้ำสายหลักอย่างสินธุ คงคา และพรหมบุตร จะไม่ได้แค่น้ำท่วมในฤดูร้อน แต่จะแห้งขอดลงในฤดูแล้ง นำไปสู่วิกฤตการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและอาหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

การอพยพย้ายถิ่นฐานระดับมหากาพย์ (Climate Refugees) การรุกล้ำของน้ำทะเลประกอบกับการแห้งขอดของปากแม่น้ำ จะบังคับให้ผู้คนนับร้อยล้านคนในพื้นที่ลุ่มต่ำของเอเชียต้องละทิ้งบ้านเรือน เกิดเป็นคลื่นการอพยพทางสภาพภูมิอากาศที่จะสร้างความรุนแรงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

จุดพลิกผันที่ไม่สามารถกู้คืนได้ (Tipping Point) การสูญเสียพื้นที่สีขาวของน้ำแข็งซึ่งทำหน้าที่สะท้อนความร้อนกลับสู่อวกาศ จะยิ่งทำให้โลกดูดซับความร้อนมากขึ้น เร่งอัตราการเกิดภัยแล้ง ดินถล่ม และพายุหมุนให้รุนแรงจนระบบนิเวศของโลกเข้าสู่ภาวะล่มสลาย

เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในครั้งนี้จึงเปรียบดั่งคำเตือนสุดท้ายจากธรรมชาติว่า เวลาแห่งการถกเถียงได้หมดลงแล้ว หากประชาคมโลกยังไม่เร่งยุติยุคสมัยแห่งเชื้อเพลิงฟอสซิลและรักษาระดับอุณหภูมิโลกให้อยู่ในเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส “หลังคาโลก” ที่กำลังพังทลายลงมาในวันนี้จะสูญสิ้น และเมื่อธรรมชาติอยู่ไม่ได้ สิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติจะคร่ำครวญ ตอนนั้น...ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์