นิวซีแลนด์ประกาศเอลนีโญอย่างเป็นทางการ
นิวซีแลนด์ประกาศการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) อย่างเป็นทางการ หลังข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามหาสมุทรและชั้นบรรยากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกได้เข้าสู่ภาวะ "เชื่อมต่อกัน" (Ocean-Atmosphere Coupling) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเกิดเอลนีโญ โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าเหตุการณ์ในปีนี้มีแนวโน้มพัฒนาเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และอาจซ้ำเติมผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

มหาสมุทรทั่วโลกทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนมิถุนายน
ข้อมูลจาก Copernicus Marine Service ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 20.98 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2024 สะท้อนว่ามหาสมุทรทั่วโลกยังคงสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ
คาร์โล บวนเทมโป ผู้อำนวยการ Copernicus Climate Change Service กล่าวว่า เมื่อมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงผิดปกติประกอบกับเอลนีโญที่กำลังพัฒนา โลกมีแนวโน้มจะเห็นการทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า พร้อมเตือนว่าปัจจัยทั้งสองอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุรุนแรง และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคของโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมหาสมุทรและบรรยากาศเดินไปในทิศทางเดียวกัน
Earth Sciences New Zealand (ESNZ) ประกาศรับรองการเกิดเอลนีโญในรายงานพยากรณ์ภูมิอากาศตามฤดูกาล ตามหลังหน่วยงานด้านภูมิอากาศของออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ การประกาศครั้งนี้อ้างอิงจากหลักฐานที่แสดงว่า มหาสมุทรและบรรยากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนได้เข้าสู่ภาวะ Ocean-Atmosphere Coupling หรือการทำงานสอดประสานกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมหาสมุทร แต่ได้ส่งผลต่อระบบบรรยากาศแล้ว
ภาวะดังกล่าวเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตะวันออกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ประกอบกับลมสินค้า (Trade Winds) ที่อ่อนกำลังลง ส่งผลให้รูปแบบการไหลเวียนของความร้อน ความชื้น และฝนเปลี่ยนแปลงไปในวงกว้าง

มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุด
คริส แบรนโดลิโน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของ ESNZ กล่าวว่า จากข้อมูลการสังเกตการณ์และแบบจำลองภูมิอากาศ เอลนีโญปีนี้มีความรุนแรงอย่างน้อยเทียบเท่า 5 เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในยุคบันทึกข้อมูลสมัยใหม่ และยังมีโอกาสพัฒนาไปได้ไกลกว่านั้น
แม้ความรุนแรงของเอลนีโญจะไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน แต่ในอดีต เหตุการณ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) มักสัมพันธ์กับความผิดปกติของสภาพอากาศที่รุนแรงและครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก
แบรนโดลิโนย้ำว่า "เอลนีโญแต่ละครั้งมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง" จึงไม่สามารถคาดการณ์รายละเอียดของผลกระทบได้เหมือนกันทุกครั้ง
นิวซีแลนด์เตรียมเผชิญฤดูที่แห้งกว่า ลมแรงกว่า และอากาศผันผวน
ESNZ คาดว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อน พื้นที่ตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของนิวซีแลนด์จะมีฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและลมแรงกว่าปกติ ขณะที่พื้นที่บางส่วนของเกาะใต้ฝั่งตะวันตกอาจมีฝนมากกว่าปกติ
นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าจะเกิดอุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นช่วงๆ (Temperature Spikes) แม้อาจไม่รุนแรงเท่าคลื่นความร้อนในยุโรป แต่ก็มีแนวโน้มเกิดวันที่อากาศร้อนผิดปกติบ่อยขึ้น โดยปัจจุบันบางพื้นที่ของแคนเทอร์เบอรีเข้าสู่ภาวะภัยแล้งทางอุตุนิยมวิทยาแล้ว ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งสะท้อนความผิดปกติของสภาพอากาศในปีนี้
เอลนีโญซ้อนทับภาวะโลกร้อน เพิ่มความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คลื่นความร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของยุโรปและซีกโลกเหนือ เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเอลนีโญเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความร้อนจากมหาสมุทรถูกถ่ายเทสู่ชั้นบรรยากาศและกระจายไปทั่วโลก
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้น ผลกระทบด้านอุณหภูมิ คลื่นความร้อน ภัยแล้ง หรือฝนตกหนัก มีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดในอดีต
สัญญาณเตือนที่ทั่วโลกต้องจับตา
แม้การประกาศครั้งนี้จะมุ่งประเมินผลกระทบต่อนิวซีแลนด์เป็นหลัก แต่เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศระดับโลกที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝน อุณหภูมิ และความถี่ของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในหลายทวีปพร้อมกัน
สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ยังคงติดตามพัฒนาการของเอลนีโญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความรุนแรงของปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจส่งผลต่อทรัพยากรน้ำ ภาคการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
การประกาศอย่างเป็นทางการของนิวซีแลนด์ นอกจากเป็นการยืนยันการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจรุนแรงขึ้น ภายใต้ฉากหลังของภาวะโลกร้อนที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง





