ปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) แผ่ขยายจากภูมิภาคเมาน์เทนเวสต์ของสหรัฐฯ ไปยังชายฝั่งตะวันออกและแคนาดา ส่งผลให้ประชาชนกว่า 100 ล้านคนอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนภัยความร้อน พร้อมกับไฟป่าที่ปะทุรุนแรงในแคนาดาและสหรัฐฯ
สถิติอุณหภูมิถูกทุบทั่วภาคตะวันตก
เมืองบิลลิงส์ รัฐมอนทานา บันทึกอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลที่ 44 องศาเซลเซียส (111 องศาฟาเรนไฮต์) แซงสถิติเดิมที่ 108 องศาฟาเรนไฮต์ ขณะที่เมืองซอลต์เลกซิตี ทำลายสถิติด้วยอุณหภูมิ 109 องศาฟาเรนไฮต์
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าความร้อนที่รุนแรงที่สุดจะเกิดขึ้นในวันพุธและแผ่ขยายไปยังแถบมิด-แอตแลนติก โดยเมืองต่างๆ ตั้งแต่ริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ถึงบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ จะมีอุณหภูมิใกล้เคียง 100 องศาฟาเรนไฮต์
แคนาดาร้อนระอุ ท้องฟ้าเปลี่ยนสี
กรุงออตตาวา และโตรอนโต คาดว่าอุณหภูมิจะแตะ 100.4 องศาฟาเรนไฮต์ เนื่องจากความชื้นสูงยิ่งทำให้สภาพอากาศอันตรายยิ่งขึ้น
องค์กรสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแคนาดา เตือนว่าคุณภาพอากาศอาจเข้าสู่ระดับความเสี่ยงสูง ส่วนมอนทรีออล ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจากควันไฟป่าในควิเบกตอนเหนือ และออนแทรีโอตะวันตกเฉียงเหนือ
นักวิทยาศาสตร์ชี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือตัวการหลัก
โดมความร้อนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
— มาร์ก อาเลสซี นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Union of Concerned Scientists กล่าว
ขณะที่กลุ่มนักวิจัย World Weather Attribution ยังระบุว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นช่วงวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งสหรัฐฯ ฉลองครบรอบ 250 ปีนั้น แทบเป็นไปไม่ได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์
เอลนีโญซ้ำเติมสถานการณ์
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังบิดเบือนกระแสลมเจ็ตสตรีม ทำให้อากาศร้อนติดค้างอยู่ในพื้นที่ คาดว่าเอลนีโญจะถึงจุดสูงสุดระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม และอุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงสุดในปี 2027 ส่วนอุณหภูมิในแถบเมาน์เทนเวสต์ของสหรัฐฯ คาดว่าจะยังคงร้อนจัดตลอดเดือนกรกฎาคมนี้





