จาเมกาอ่วม หลังเผชิญพายุรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
พายุเฮอริเคน เมลิสซา (Hurricane Melissa) สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้ประเทศจาเมกา หลังพัดถล่มเกาะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐ (NHC) ระบุว่าพายุเฮอริเคนเมลิสซา มีความเร็วลมสูงสุด 130 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 215 กม./ชม.) และพายุลูกนี้จะเคลื่อนผ่านคิวบาพร้อมฝนตก 10–20 นิ้วในภาคตะวันออก บางพื้นที่ภูเขาอาจมีฝนถึง 25 นิ้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตและดินถล่มหลายจุด รวมทั้งอาจคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 8–12 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลปกติ บริเวณที่พายุขึ้นฝั่ง โดยถือเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพัดเข้าจาเมกาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และมีความเร็วลมสูงกว่าพายุเฮอริเคนแคทรีนา (Katrina) ที่ถล่มสหรัฐฯ ในปี 2005
นายกรัฐมนตรี แอนดรูว์ โฮลเนส ได้ประกาศให้ทั่วประเทศเป็น “เขตภัยพิบัติ” พร้อมสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และเตือนให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ก่อนพายุขึ้นฝั่ง บริษัทไฟฟ้าจาเมกา (JPS) รายงานว่าเกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กระทบผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ใน 3 เนื่องจากเสาไฟฟ้าและสายส่งถูกพายุพัดขาด ล่าสุด รัฐบาลจาเมกาเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรับผู้ลี้ภัยราว 6,000 คน และสั่งอพยพประชาชนอีกหลายหมื่นคน
ด้าน AccuWeather ระบุว่าเฮอริเคนเมลิสซาเป็นพายุรุนแรงอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์แคริบเบียน รองจากเฮอริเคนวิลมา (ปี 2005) และกิลเบิร์ต (ปี 1988) และเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดที่พัดขึ้นฝั่งจาเมกาในรอบ 174 ปี
ในเมืองเซนต์เอลิซาเบธ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารหลักของประเทศ มีรายงานว่าโรงพยาบาลหลายแห่งได้รับความเสียหายและบางพื้นที่ถูกน้ำท่วมจมมิด เดสมอนด์ แมคเคนซี รัฐมนตรีของจาเมกา ระบุว่า “ความเสียหายที่เห็นนั้นกว้างขวางอย่างยิ่ง ทั้งประเทศได้รับผลกระทบจากเมลิสซา”
จากรายงานข่าวเบื้องต้นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ราย ในภูมิภาคแคริบเบียนจากสภาพอากาศเลวร้าย โดยพบ 3 รายในจาเมกา, 3 รายในเฮติ และ 1 รายในสาธารณรัฐโดมินิกัน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจริงยังอยู่ระหว่างการยืนยัน

พายุทวีกำลังอีกครั้ง พร้อมมุ่งหน้าสู่คิวบา
หลังจากเคลื่อนพ้นจาเมกา ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่าศูนย์กลางพายุอยู่ห่างจากเมืองกวนตานาโมของคิวบา ประมาณ 110 ไมล์ และจะขึ้นฝั่งทางตะวันออกของคิวบาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
NHC เตือนว่าเมลิสซาจะขึ้นฝั่งคิวบาในฐานะ “พายุรุนแรงระดับอันตรายสูง (Extremely Dangerous major hurricane)” โดยคาดว่าจะมีความเร็วลมสูงสุดใกล้เคียงกับที่พัดถล่มจาเมกา
บาฮามาส-เฮติ-เบอร์มิวดา เตรียมรับมือ
หลังจากพัดผ่านคิวบา คาดว่าพายุเมลิสซาจะเคลื่อนเข้าสู่บาฮามาสตอนตะวันออกเฉียงใต้หรือกลาง ในคืนวันพุธ และอาจส่งผลให้เกิดพายุโซนร้อนในพื้นที่เฮติ ก่อนเคลื่อนเข้าใกล้เบอร์มิวดา ในวันพฤหัสบดี
องค์กรบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น โครงการอาหารโลก (WFP) และกาชาดจาเมกา (Jamaican Red Cross) กำลังเตรียมการให้ความช่วยเหลือ โดย WFP ระบุว่าความเสียหายครั้งนี้อาจถือเป็น “ภัยพิบัติใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคแคริบเบียน”
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำลังเตรียมส่ง ชุดบรรเทาทุกข์ทางอากาศจากคลังในบาร์เบโดสทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย พร้อมทั้งจัดส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมไปยัง คิวบาและเฮติ

ผลสะเทือนต่อความยั่งยืนและการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
แดเนียล กิลฟอร์ด นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ทำให้ทุกด้านที่เลวร้ายของพายุเมลิสซา เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม พร้อมระบุว่า พายุเมลิสซาเป็นตัวอย่างของพายุที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งทำให้พายุมีความรุนแรงขึ้น เคลื่อนตัวช้าลง และก่อให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น
เหตุการณ์นี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศหมู่เกาะต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 เรื่องการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
พายุที่รุนแรงขึ้นและเคลื่อนตัวช้า ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเกษตร และเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญความเสียหายซ้ำซ้อน ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และสุขภาพในระยะยาว
นักวิทยาศาสตร์ ทิ้งท้ายว่า หากไม่เร่งลงทุนในการปรับตัวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหตุการณ์อย่าง “เมลิสซา” อาจกลายเป็นเรื่องปกติของอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืนของมนุษยชาติในวงกว้าง





