อินโดฯ เตรียมรับมอบ ‘เรือบรรทุกเครื่องบิน’ ลำแรก-ประเทศที่สองในอาเซียนถัดจากไทย

1 ก.ย. 2569 - 15:37

  • อินโดนีเซียกำลังจะกลายเป็นประเทศที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ในครอบครอง เกือบ 30 ปีหลังจากที่ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคด้วยการประจำการเรือหลวงจักรีนฤเบศร

  • เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของอินโดนีเซียลำนี้ คือ อดีตเรือรบอิตาลีชื่อ ‘จูเซปเป การิบาลดี’ (Giuseppe Garibaldi) ซึ่งเพิ่งออกเดินทางจากอิตาลีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มุ่งหน้าสู่อินโดนีเซีย

  • ทั้งนี้คาดว่าเรือการิบาลดีจะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 20 วัน จากอิตาลีมายังอินโดนีเซีย โดยจะแล่นผ่านคลองสุเอซและทะเลแดง

อินโดฯ เตรียมรับมอบ ‘เรือบรรทุกเครื่องบิน’ ลำแรก-ประเทศที่สองในอาเซียนถัดจากไทย

อินโดนีเซียกำลังจะกลายเป็นประเทศที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ในครอบครอง เกือบ 30 ปีหลังจากที่ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคด้วยการประจำการเรือหลวงจักรีนฤเบศร 

เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของอินโดนีเซียลำนี้ คือ อดีตเรือรบอิตาลีชื่อ ‘จูเซปเป การิบาลดี’ (Giuseppe Garibaldi) ซึ่งเพิ่งออกเดินทางจากอิตาลีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มุ่งหน้าสู่อินโดนีเซีย โดยเมื่อไปถึงจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เรือหลวงกาจาห์ มาดา’ (KRI Gajah Mada) 

ทั้งนี้คาดว่าเรือการิบาลดีจะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 20 วัน จากอิตาลีมายังอินโดนีเซีย โดยจะแล่นผ่านคลองสุเอซและทะเลแดง ซึ่งในระหว่างการเดินทางผ่านน่านน้ำดังกล่าว จะมีเรือฟริเกตของอิตาลีร่วมแล่นประกบเพื่อคุ้มกันไปด้วย “เรือลำนี้มีกำหนดเดินทางถึงอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน” พลเรือเอกมูฮัมหมัด อาลี ผู้บัญชาการทหารเรืออินโดนีเซีย เปิดเผย  

ตลอดการเดินทางครั้งนี้ เรือจะยังคงใช้ชื่ออิตาลีว่า ‘จูเซปเป การิบาลดี’ และชักธงชาติอิตาลีไปพลางก่อน จนกว่าจะถึงพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ จึงจะเปลี่ยนชื่อใหม่และโอนย้ายไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของอินโดนีเซีย 

เรือการิบาลดีเข้าประจำการตั้งแต่ปี 1985 โดยตอนแรกถูกจัดเป็น ‘เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์’ ก่อนจะอัปเกรดเป็น ‘เรือบรรทุกเครื่องบิน’ ในปี 1989 เพื่อรองรับเครื่องบินรบขึ้น-ลงทางดิ่งแบบเครื่องบินโจมตีเบา ‘McDonnell Douglas AV-8B Harrier II’ ของกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งในอดีตเรือการิบาลดี เคยเป็นเรือบัญชาการหลักของอิตาลี แต่หลังจากที่อิตาลีนำเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘คาเวียร์’ (Cavour) ที่ลำใหญ่กว่ามาใช้งานแทน เรือการิบาลดีจึงถูกลดบทบาทไปเน้นภารกิจยกพลขึ้นบกและควบคุมสั่งการแทน 

ด้วยน้ำหนักบรรทุกเต็มพิกัดประมาณ 13,850 ตัน เรือการิบาลดีจึงสามารถผสานขีดความสามารถด้านการบินขนาดกะทัดรัด เข้ากับระบบอาวุธและเซนเซอร์อเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว อย่างน้อยก็ในช่วงแรกของการเข้าประจำการ โดยในอดีตเรือลำนี้ติดตั้งระบบอาวุธป้องกันตัวรอบด้าน ประกอบด้วย : 

  • แท่นยิงขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ 8 ท่อยิงจำนวน 2 ชุด (สำหรับขีปนาวุธนำวิถีระยะปานกลาง ‘Sea Sparrow’ หรือ ‘Aspide’), 
  • ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ ‘Otomat Mk’ 2 จำนวน 4 ลูก, 
  • แท่นยิงตอร์ปิโดแบบ 3 ท่อจำนวน 2 ชุด, 
  • ปืนใหญ่กลเรือแฝดขนาด 40 มิลลิเมตร จำนวน 3 กระบอก

อินโดนีเซียได้รับมอบเรือบรรทึกเครื่องบินลำนี้ผ่านข้อตกลงในรูปแบบความช่วยเหลือแบบให้เปล่าระหว่างรัฐบาล (Grant arrangement) แทนที่จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างทางการค้าทั่วไป 

แม้ว่าเรือลำนี้จะผ่านการใช้งานในกองทัพเรืออิตาลีมานานเกือบ 4 ทศวรรษ แต่ก็ยังคงมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก โดยสามารถผสานสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบินขนาดใหญ่ เข้ากับความสามารถในการทำหน้าที่เป็นฐานบัญชาการและสนับสนุนปฏิบัติการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 

ทางรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า “มีแผนจะใช้เรือลำนี้เป็นฐานปฏิบัติการทางอากาศรองรับเฮลิคอปเตอร์เป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีการนำอากาศยานจากทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองทัพบกของอินโดนีเซีย เข้ามาปฏิบัติการบนดาดฟ้าของเรือลำนี้ร่วมกัน” 

เมื่อเข้าประจำการแล้ว อินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะใช้เรือกาจาห์ มาดาลำนี้เป็นฐานปฏิบัติการทางอากาศลอยน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ฝูงเฮลิคอปเตอร์สามารถทำภารกิจต่าง ๆ ได้ในระยะทางที่ไกลกว่าการบินออกจากฐานทัพบนบกอย่างมาก อีกทั้งยังรองรับจำนวนอากาศยานได้มากกว่าเรือลำอื่น ๆ ของกองทัพเรืออินโดนีเซียหลายเท่า โดยภารกิจสำคัญที่จะรองรับประกอบด้วย : 

  • การขนส่งลำเลียงและโลจิสติกส์ 
  • การลาดตระเวนและเฝ้าระวังภัย 
  • การค้นหาและกู้ภัย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย 
  • ปฏิบัติการปราบเรือดำน้ำ 
  • การสนับสนุนการยกพลขึ้นบก 

(Photo by MARCELLO PATERNOSTRO / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์