คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศเจตนารมณ์เร่งเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศอย่างเต็มกำลัง โดยระบุว่า การปรับปรุงกองทัพของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้กำลังผลักดันคาบสมุทรเกาหลีไปสู่ขอบเหวของสงครามนิวเคลียร์ สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานเมื่อวันอังคาร
การประชุมพรรคแรงงานและถ้อยแถลงของคิม
คิมจองอึน กล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวในฐานะประธานการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีซึ่งกินเวลาสามวันและปิดฉากลงเมื่อวันจันทร์ โดยที่ประชุมได้ทบทวนทิศทางนโยบายสำคัญของประเทศ เคซีเอ็นเอระบุว่า คิมกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้เกาหลีใต้ครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมกับเร่งเสริมกำลังและปรับปรุงกองทัพในภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น
นโยบาย "เส้นที่ถอยไม่ได้"
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การขยายและเสริมกำลังนิวเคลียร์คือ "หนทางที่ถูกต้องและเป็นหนึ่งเดียว" ในการรับมือกับสถานการณ์ทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้ ทั้งนี้ คิมโยจอง น้องสาวของคิมและผู้มีอิทธิพลสูงในระบอบการปกครอง ย้ำจุดยืนเมื่อต้นเดือนนี้ว่า นโยบายนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ "เส้นที่ถอยไม่ได้" พร้อมปฏิเสธทุกความเป็นไปได้ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์
ท่าทีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ
อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แจ้งในการพบปะช่วงการประชุมจี7 ที่ฝรั่งเศสว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสนใจกับประเด็นเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง อีแจ-มยอง ยังแจ้งต่อทรัมป์ว่า มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือในปัจจุบัน "ไม่ได้ผล" และเกาหลีเหนือไม่อาจจัดการด้วยวิธีเดียวกับประเทศอื่น โดยทรัมป์เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว
เกาหลีเหนือประกาศตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ "อย่างถาวรและไม่อาจย้อนกลับได้" นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างคิมและทรัมป์ที่กรุงฮานอยในปี 2019 ล้มเหลว ขณะที่สองเกาหลียังคงอยู่ในสภาวะสงครามในทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีปี 1950-1953 สิ้นสุดด้วยการสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ




