มาเลเซียกำลังเผชิญกับสถานการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ส่งผลให้ทางการต้องยกระดับมาตรการป้องกัน ท่ามกลางความกังวลว่า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญของประเทศอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เผยในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงแห่งชาติเพื่อรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเตือนว่า มาเลเซียอาจตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศกำลังขยายตัว รวมถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของรัฐบาลในประเด็นระหว่างประเทศหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์และฉนวนกาซา โดยย้ำว่า การประเมินดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลข่าวกรองที่รัฐบาลรวบรวมมา
วันถัดมาสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของมาเลเซีย (NACSA) ยกระดับภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของมาเลเซีย (NCTL) จากระดับ “ต่ำ” เป็นระดับ “ปานกลาง” ให้มีผลในวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มั่นใจว่าบริการที่จำเป็นต่างๆ ของประเทศจะยังคงได้รับการปกป้องจากการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นได้
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (MKN) ระบุว่า มีการกำหนดมาตรการบังคับใช้ 9 ประการสำหรับองค์กรที่ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศวิกฤตแห่งชาติ (NCII) อาทิ
- การเฝ้าระวังความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
- การปรับปรุงแก้ไขระบบ (Patching) และการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างทันท่วงที
- การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) ในระบบสำคัญต่างๆ
- แผนความต่อเนื่องในการให้บริการ (Service Continuity Plans) ที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
- รายงานสถานะภัยคุกคามรายสัปดาห์ ซึ่งจัดทำโดยหัวหน้าภาคส่วนต่างๆ และส่งตรงไปที่สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้สามารถดำเนินมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักของบริการที่จำเป็นภายในประเทศ
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการหยุดชะงักของระบบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินบางแห่ง โดยล่าสุดเมื่อคืนวันศุกร์ (6 พ.ย.) เว็บไซต์ของธนาคารรัคยัต (Bank Rakyat) ถูกแฮกเกอร์โจมตีด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หน้าตาของเว็บไซต์
ฟาห์มี ฟาดิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและโฆษกรัฐบาลมาเลเซียกล่าวว่า ระบบธนาคารออนไลน์และธุรกรรมทางการเงินของประเทศยังคงมีความมั่นคงปลอดภัย แม้จะมีความพยายามโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์แฮ็กเว็บไซต์ของธนาคารรัคยัตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ก็ตาม
ฟาห์มีระบุว่า ความพยายามแฮ็กที่ตรวจพบจนถึงขณะนี้ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการขโมยข้อมูลหรือกระทบต่อการดำเนินงานด้านธนาคารออนไลน์ของมาเลเซียแต่อย่างใด
“เราตรวจพบความพยายามโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงการแฮ็กระบบ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการขโมยข้อมูลหรือการหยุดชะงักของระบบธนาคารออนไลน์เกิดขึ้น ดังนั้น ภาคการธนาคารและการเงินของเราจึงยังคงมีความมั่นคงปลอดภัย และธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ก็ยังคงมีความปลอดภัยเช่นกัน”
— ฟาห์มี ฟาดิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและโฆษกรัฐบาลมาเลเซีย
ส่วนกรณีการโจมตีเว็บไซต์ของธนาคารรัคยัต ฟาห์มีเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ความคืบหน้าล่าสุดคือ ธนาคารรัคยัตรายงานว่า เว็บไซต์ที่บริหารจัดการโดยบุคคลภายนอกถูกแฮ็ก แต่เหตุการณ์นี้จำกัดอยู่เพียงการแก้ไขหน้าเว็บ โดยผู้บุกรุกเข้าควบคุมเว็บไซต์ดังกล่าว” โดยธนาคารรัคยัตปิดกั้นการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว และเปลี่ยนเส้นทางการเข้าใช้งานของผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ i-Rakyat ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ธนาคารเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการมาเลเซียยังคงระดับภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไว้ที่ “ปานกลาง” ตามเดิม โดยยืนยันว่าสถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และบริการที่จำเป็นของชาติดำเนินการได้อย่างราบรื่น โดยหน่วยงานควบคุมศูนย์สั่งการและประสานงานไซเบอร์แห่งชาติ (NC4) และธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่นายกรัฐมนตรอันวาร์เรียกร้องให้ทบทวนความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นในทุกทรัพย์สินของรัฐบาล สถาบันการธนาคาร และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล รวมถึงโดยสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติและสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะภัยคุกคามรูปแบบผสม (hybrid threats) ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ และฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศจะได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อันวาร์ยังยกตัวอย่างว่าประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ที่ให้คำแนะนำแก่พลเมืองให้จัดเตรียมเสบียงอาหารไว้สำหรับ 3-10 วัน โดยเน้นย้ำว่า ชาวมาเลเซียควรมีความตื่นตัวแต่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก และว่า หน่วยงานรัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเสบียงอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ไว้อย่างเพียงพอ
Photo by MOHD RASFAN / AFP





