ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบปี หลังจากระบบพายุกำลังแรงในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเคลื่อนตัวเข้าถล่มหลายประเทศพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์
-สเปน-

สเปนเผชิญวิกฤตพายุฝนฟ้าคะนองและน้ำท่วมฉับพลันอย่างหนักตั้งแต่วันที่ 28-29 ก.ย.และถึงขั้นวิกฤติในวันที่ 1-2 ต.ค.ที่ผ่านมา จนทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับ ‘สีแดง’ เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติขั้นร้ายแรงทั่วประเทศ
แม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันจะสร้างความโกลาหลไปทั่วแนวชายฝั่งตะวันออกของสเปนแล้ว แต่นักพยากรณ์อากาศยังคงเตือนว่า “สถานการณ์อาจเลวร้ายลงกว่านี้”
โดยเมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) บางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนตกสะสมสูงถึง 300 มิลลิเมตร ซึ่งแคว้นใหญ่อย่างบาเลนเซียและเมืองกัสเตยอน เด ลา ปลานา ถือเป็น ‘พื้นที่เสี่ยงภัยและน่ากังวลมากที่สุด’
แคว้นบาเลนเซียได้สั่งปิดโรงเรียนทุกแห่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนเกือบ 5 แสนคน ขณะที่แคว้นคาตาโลเนียประกาศล็อกดาวน์เมืองไปแล้ว 3 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับเตือนภัยสภาพอากาศเป็น ‘สีส้ม’ ในอีกหลายพื้นที่ ทั้งในบางส่วนของแคว้นคาตาโลเนีย, แคว้นอารากอน กัสตียา-ลามันชา, และเกาะมายอร์กา
กระแสลมหนาวเตรียมจะพัดเข้าปะทะกับมวลอากาศชื้นที่ลอยต่ำเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและเคลื่อนตัวช้าตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของสเปน โดยรูปแบบสภาพอากาศที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างนี้ รู้จักกันในชื่อ ‘ดานา’ (DANA) ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
วิกฤตครั้งนี้ทำให้นักพยากรณ์อากาศต้องประกาศเตือนภัยระดับ ‘สีแดง’ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด พร้อมแจ้งเตือนว่า “นี่คือภัยพิบัติขั้น ‘ร้ายแรงเป็นพิเศษ’ ที่เสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายและเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”
ทางการได้ประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางที่ไม่จำเป็น อาศัยอยู่แต่ในบ้าน และห้ามเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเด็ดขาด โดยเฉพาะบริเวณอุโมงค์ทางลอดและทางน้ำแห้ง
นักพยากรณ์อากาศคาดว่า “สเปนตะวันออกและหมู่เกาะแบลีแอริกจะเป็นจุดที่ ‘สภาพอากาศย่ำแย่ที่สุด’ โดยจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องลากยาวไปจนถึงสัปดาห์หน้า”
-ฝรั่งเศส-

สำนักข่าว BFMTV รายงานว่า “พายุรุนแรงในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้พัดถล่มและทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางการต้องประกาศยกระดับการเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำท่วมในจังหวัดเอโร และจังหวัดการ์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเป็นระดับ ‘สีแดง’ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด”
ขณะเดียวกัน สำนักอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส (Meteo-France) ก็ได้ประกาศเตือนภัยระดับ ‘สีส้ม’ เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติรุนแรงในจังหวัดบูช-ดู-โรน, โลแซร์, และอาร์แดช
ระดับน้ำในแม่น้ำเอโรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจากข้อมูลการวัดระดับน้ำพบว่า “ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นจาก 27 เซนติเมตร เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันอังคาร (29 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3.34 เมตร เมื่อตอน 07.00 น. (30 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น)”
ทางการเปิดเผยว่า “มีฝนตกหนักสะสมในภูมิภาคเซแวนส์ โดยเฉพาะที่เมืองมูเลส์-เอ-โบแซลส์ ในจังหวัดเอโร วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงเกือบ 140 มิลลิเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณฝนเฉลี่ยปกติรวมกันถึงเกือบ 2 เดือน”
ทางการจังหวัดเอโรได้สั่ง ‘ระงับ’ การให้บริการระบบขนส่งสาธารณะทั่วทั้งภูมิภาค พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ในบ้าน หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และงดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอย่างเด็ดขาด
-กรีซ-
ชุมชนบนเกาะครีตยังคงอยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ ‘สีแดง’ ไปจนถึงวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) นี้ หลังจากโดนคลื่นสภาพอากาศเลวร้ายซัดถล่มจนกระแสน้ำพัดพารถยนต์ ดินโคลนถล่ม และเกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่
อุทกภัยที่ขยายเป็นวงกว้างได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อถนน สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่ทางการเกษตร จนส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งทั่วเกาะ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบศพเกษตรกรวัย 80 กว่าปีรายหนึ่งเมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถูกกระแสน้ำท่วมพัดสูญหายไปในภูมิภาคเรธิมนู
ในรายงานพยากรณ์อากาศคาดว่า “สภาพอากาศจะย่ำแย่ลงตั้งแต่วันพุธ (30 ก.ย.) ในพื้นที่ทางตะวันออกและตอนใต้ของประเทศ โดยจะมีฝนตกหนักและพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นเฉพาะแห่ง ซึ่งพื้นที่หลักคือ ‘เกาะครีต’ ตลอดจนมีลมกระโชกแรงมากในแถบทะเลอีเจียน”
(Photo by CRISTINA QUICLER / AFP)





