เปิดประวัตินายกฯ รักษาการบังกลาเทศเจ้าของรางวัลโนเบลจากแนวคิด ‘ธนาคารคนจน’ 

8 ส.ค. 2567 - 14:58

  • ยูนุส ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกและได้รับการขนานนามว่าเป็น "นายธนาคารเพื่อคนจน" ในบังกลาเทศ

  • เขาตั้งธนาคารกรามีนในปี 1983 โดยวิธีการให้สินเชื่อของธนาคารกรามีนคือ ครัวเรือนยากจนที่สุดมีที่ดินทำกินน้อยที่สุด จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากที่สุดด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด

  • ยูนุสเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลบังกลาเทศชุดเก่าและมักจะผู้วิจารณ์การบริหารประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีฮาสินามาโดยตลอด

muhammad_yunus_bangladesh_government_SPACEBAR_Hero_1fae501e69.jpg

“มูฮัมหมัด ยูนุส" นายแบงก์ธนาคารเพื่อคนจน  ประกาศนำเสถียรภาพสู่บังกลาเทศ หลังตอบรับคำเชิญให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรักษาการ 

ยูนุส ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกและได้รับการขนานนามว่าเป็น "นายธนาคารเพื่อคนจน" ในบังกลาเทศ  ทั้งยังได้รับการยกย่องจากชาติตะวันตกจากการก่อตั้งธนาคารกรามีนเมื่อปี 1983 เพื่อให้บริการสินเชื่อระยะยาวสำหรับลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มคนจนที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจขนาดเล็กของตัวเอง และแนวความคิดของยูนุสถูกนำไปปรับใช้ในหลายประเทศทั่วโลก จนทำให้เขาและธนาคารกรามีนได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี 2006  

นอกจากนี้ เขายังถือเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลบังกลาเทศชุดเก่าและมักจะผู้วิจารณ์การบริหารประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีฮาสินามาโดยตลอด  

ยูนุสคือใคร-สำคัญอย่างไรต่อบังกลาเทศ  

เว็บไซต์รางวัลโนเบลระบุว่า ยูนุส เกิดเมื่อปี 1940 ที่เมืองจิตตะกอง เมืองท่าเรือทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยธากา ก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษาฟุลไบรท์เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1969 จนจบปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ และเคยเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรัฐเทนเนสซีตอนกลาง จากนั้นจึงย้ายกลับมาบ้านเกิดที่บังกลาเทศเพื่อมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยจิตตะกอง  

แต่ในปี 1974 เกิดภาวะอดอยากอย่างรุนแรงในบังกลาเทศที่มีสาเหตุมาจากหายนะภัยทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุด ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5 ล้านคน  

"ผมพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงในชั้นเรียนมหาวิทยาลัย โดยมีฉากหลังเป็นความอดอยากหิวโหยของผู้คนในบังกลาเทศ แล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าของทฤษฎีเหล่านั้นในช่วงที่เราต้องต่อสู้กับความหิวโหยและความยากจน ผมจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำบางอย่างเพื่อช่วยผู้คนรอบตัวผม” ยูนุสกล่าวหลังได้รับรางวัลโนเบล  

จุดกำเนิดธนาคารกรามีน 

ยูนุส ตั้งธนาคารกรามีนในปี 1983 โดยวิธีการให้สินเชื่อของธนาคารกรามีนคือ ครัวเรือนยากจนที่สุดมีที่ดินทำกินน้อยที่สุด จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากที่สุดด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และมีการตรวจสอบกันในกลุ่มสมาชิกของหมู่บ้านว่า ใครมีคุณสมบัติในการเข้าถึงสินเชื่อ และใครเป็นลูกค้าชั้นดีชำระเงินตรงตามกำหนดจะมีสิทธิ์ได้รับเงินกู้ก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  

แต่นโยบายสินเชื่อรายบุคคลของธนาคารกรามีนก็มีจุดอ่อน กล่าวคือ เมื่อผู้กู้นำสินเชื่อไปใช้ในเรื่องฉุกเฉิน เช่น จ่ายค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล หรือซื้อของกินของใช้ในครัวเรือน ภายใต้เงื่อนไขการชำระดอกเบี้ยทุกสัปดาห์และคืนเงินต้นทั้งหมดภายใน 1 ปี แม้ว่าในระยะแรก ธนาคารจะไม่ประสบปัญหาหนี้เสียเลย เนื่องจากอัตราการชำระเงินกู้ตรงเวลาของสมาชิกสูงถึง 98% แต่พอถึงช่วงปลายทศวรรษ 1990 การชำระเงินกู้ตรงเวลาของสมาชิกลดลงเหลือ 75% ประกอบกับบังกลาเทศประสบภายนะภัยเจอไต้ฝุ่นลูกร้ายแรงที่สุดในปี 1998 หลายล้านครอบครัวประสบปัญหาอย่างหนัก ทำให้การชำระเงินกู้ตรงเวลาของลูกหนี้ลดลงไปอีก  

เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ธนาคารก็เปลี่ยนนโยบายจากสินเชื่อส่วนบุคคลมาเป็นการเงินรายบุคคล ในปี 2001 กล่าวคือ แทนที่จะเน้นการกู้เงินเพื่อไปใช้จ่ายฉุกเฉินก็หันมามุ่งเน้นการเงินรายบุคคล เพื่อต่อยอดฐานะความเป็นอยู่ของผู้กู้ด้วยการส่งเสริมการทำธุรกิจในรูปวิสาหกิจ เช่น กู้เงินไปลงทุนเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เปิดร้านขายของชำ และร้านขายอาหารในหมู่บ้าน  

ยูนุส เปลี่ยนหลักเกณฑ์การปล่อยเงินกู้ที่เคยกำหนดไว้ตายตัวว่า เงินกู้มีระยะเวลา 1 ปี และต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทุกๆ สัปดาห์ ให้เป็นแบบระยะเวลากู้ 3 เดือน จนถึง 3 ปี และหากมีปัญหาการชำระเงินกู้ ผู้กู้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ และสามารถขยายเวลาการชำระเงินกู้ให้นานออกไปได้ตามความจำเป็น  

ธนาคารกรามีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆ และมีการใช้โมเดลลักษณะคล้ายกับธนาคารกรามีนปรากฏทั่วโลก  

ธนาคารกรามีน ปล่อยกู้โดยรวมประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้ต้องการสินเชื่อเพื่อไปซื้อที่อยู่อาศัย แก่นักเรียน-นักศึกษาและปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งปล่อยกู้กรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ผู้หญิงชาวบังกลาเทศ  

ตั้งศูนย์นักคิดช่วยบริษัทขนาดเล็ก  

นอกจากนี้ ยูนุส ยังก่อตั้งยูนุส เซนเตอร์ ศูนย์นักคิดในธากาเพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจใหม่ๆแก่ชุมชนและสังคมในบังกลาเทศ แต่นักวิจารณ์บางคนก็มีความคิดไม่สนับสนุนการทำงานของยูนุสและธนาคารกรามีน โดยบอกว่า ธนาคารเก็บดอกเบี้ยแก่ผู้กู้รายย่อยในอัตราที่สูงเกินไป ยิ่งทำให้ผู้กู้ยากจนลงและขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ปล่อยกู้ได้กำไรงามจากการปล่อยเงินกู้ก้อนเล็กๆ ซึ่งประเด็นนี้ ยานุส เคยยืนยันกับซีเอ็นเอ็นช่วงต้นปีว่า ธนาคารกรามีนไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำกำไรแต่ต้องการช่วยคนยากจนและช่วยเสริมกำลังแก่ธุรกิจขนาดเล็กให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น  

ศัตรูตัวฉกาจของรัฐบาล "ฮาสินา"  

ยูนุสถือเป็นศัตรูทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ โดยเขาถูกรัฐบาลบังกลาเทศภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีฮาสินามองว่าเป็นตัวสูบเลือดคนจน และกล่าวหาว่า ธนาคารของเขาคิดดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว และในเดือนม.ค.ที่ผานมา เขาถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน ข้อหาละเมิดกฎหมายแรงงาน จากการไม่จัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้กับพนักงาน ซึ่งผู้สนับสนุนมองว่า เป็นการดำเนินคดีที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง นอกจากนี้เขายังเผชิญคดีอื่นๆ อีก รวมถึง เลี่ยงภาษี และยักยอกทรัพย์ แต่เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา  

ในปี 2011 ธนาคารกลางของบังกลาเทศบังคับให้ยูนุสลาออกจากธนาคารที่เขาก่อตั้งขึ้น ในฐานความผิดที่ว่าเขาดำรงตำแหน่งเกินอายุเกษียณ 60 ปีต่อมาในปี 2013 ทางการบังกลาเทศ กล่าวหาว่า เขาหลบเลี่ยงภาษีที่เกิดขึ้นจากรายได้ในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงเงินที่ได้รับจากการได้รางวัลโนเบล และค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือของเขาที่ตีพิมพ์ในต่างประเทศ  

ด้านทนายความประจำตัวของยูนุสระบุว่า คดีต่าง ๆ ไม่มีมูลความจริงและเกิดจากแรงจูงใจและอิทธิพลทางการเมืองจากรัฐบาลฮาสินา  

ผู้เชี่ยวชาญแนะกองทัพมีบทบาทร่วมอย่างเหมาะสม  

จอน ดานิโลวิคซ์ อดีตนักการทูตสหรัฐที่ใช้เวลา 8 ปีทำงานในบังกลาเทศ เชื่อว่า การแต่งตั้งยูนุสเป็นผู้นำรักษาการเป็นตัวเลือกที่ดีเนื่องจากชื่อเสียงที่ดีของยูนุสในเวทีต่างประเทศจะช่วยบังกลาเทศ ซึ่งมีประชากร 170 ล้านคนกลับมาเป็นดินแดนที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง   

อดีตนักการทูตอเมริกันรายนี้บอกว่า มีความท้าทายสามเรื่องที่รัฐบาลรักษาการบังกลาเทศชุดนี้ต้องเร่งแก้ปัญหานั่นคือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ คลี่คลายปัญหาทางการเมืองในหลายมิติ รวมทั้ง จัดระเบียบราชการพลเรือน ตำรวจและระบบยุติธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ  

“เขาต้องตั้งหน่วยงานที่พลเรือนมีอำนาจในการตัดสินใจและปฏิบัติในด้านต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่ากองทัพจะมีบทบาทที่เหมาะสมในการสนับสนุนอำนาจการบริหารของรัฐบาลพลเรือน" ดานิโลวิคซ์ กล่าว   

ดานิโลวิคส์ กล่าวถึงมิติทางการทูตโดยระบุว่า รัฐบาลใหม่ของบังกลาเทศต้องดำเนินความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลอินเดียด้วยความระมัดระวัง เพราะรัฐบาลอินเดียที่เป็นปฏิปักษ์กับบังกลาเทศอาจสร้างปัญหาต่างๆในอนาคตแก่ประเทศนี้ได้  

Photo by REHMAN ASAD / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


เปิดประวัตินายกฯ รักษาการบังกลาเทศเจ้าของรางวัลโนเบลจากแนวคิด ‘ธนาคารคนจน’