







Photo Story : ชิลีอ่วม! เจอเอลนีโญเล่นงานหนัก ทั้งฝนกระหน่ำ-น้ำท่วม-โคลนถล่มครั้งใหญ่ ซัดรถลอยไปตามถนน
ภัยพิบัติฝนตกหนักสะสมสะเทือนกรุงซานติอาโก เมืองหลวงของชิลีและพื้นที่โดยรอบอย่างหนักเมื่อวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดดินโคลนถล่มรุนแรงพัดพารถยนต์ไหลหลากไปตามท้องถนน บ้านเรือนจมบาดาล จนประชาชนต้องอพยพหนีตายอย่างเร่งด่วน มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 6 ราย
ประธานาธิบดีโฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในย่านลัส กอนเดส ซึ่งเป็นชุมชนชานเมืองอันมั่งคั่งทางตะวันออกของกรุงซานติอาโกทันที เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานรัฐได้รับอำนาจพิเศษในการเข้าควบคุมและรับมือสถานการณ์ หลังจากมวลน้ำป่าได้เปลี่ยนถนนสายหลักหลายสายให้กลายเป็นธารน้ำเชี่ยว ตัดขาดการสัญจรอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ กาตาลินา ซาน มาร์ติน นายกเทศมนตรีประจำเขตดังกล่าว เปิดเผยตัวเลขอย่างน่าตกใจว่า “ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงถึง 14.4 เซนติเมตร (5.7 นิ้ว) ซึ่งพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนตุลาคมถึง 9 เท่า ส่งผลให้ชั้นดินในพื้นที่อิ่มตัวด้วยน้ำจนถึงขีดสุด และไม่สามารถรองรับน้ำได้อีกต่อไป”
ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตล่าสุดนี้ พายุฝนที่พัดถล่มตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ก็ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนหลายสิบหลังทั่วตอนกลางของชิลีไปก่อนแล้ว ทั้งยังตัดขาดกระแสไฟฟ้าส่งผลให้ประชาชนเกือบ 12,000 รายในกรุงซานติอาโกต้องตกอยู่ในความมืด
วิกฤตอุทกภัยในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการก่อตัวที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ ได้ส่งผลกระทบให้รูปแบบของหยาดน้ำฟ้าทั่วโลกแปรปรวนปั่นป่วน และมักจะนำพาฝนมาตกชุกหนาแน่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกใต้
ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่า “เอลนีโญในปีนี้มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในเดือนธันวาคม และอาจทุบสถิติเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา”












