สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังจากมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมฉับพลันในหลายอำเภอ ตัดขาดเส้นทางคมนาคม สร้างความยากลำบากให้ทีมกู้ภัยในการอพยพผู้ประสบภัยและต้องส่งเสบียงฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว
ปีนี้เป็นอีกปีที่จังหวัดน่านต้องเจอภัยพิบัติซ้ำซาก โดยมีสถิติน้ำท่วมยาวนานกว่า 63 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1963 และต้องเจอน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซ้อนติดต่อกันถึง 3 ปีรวดในปี 2024, 2025 และ 2026 จนเกิดคำถามตามมาว่า “แล้วจะดีกว่าไหมถ้าเรามีเทคโนโลยีที่พร้อมรับมือมากกว่านี้?”
ขณะเดียวกันที่ ‘ประเทศจีน’ เองก็เป็นอีกประเทศที่เผชิญกับอุทกภัยรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน แต่จีนมีสิ่งที่ต่างออกไปคือ ‘เทคโนโลยีอัจฉริยะ’ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้รับมือกับน้ำท่วมโดยเฉพาะ...SPACEBAR พาไปดูว่ามีอุปกรณ์อัจฉริยะอะไรบ้าง? และมันทำงานได้มีประสิทธิภาพขนาดไหน?
-สะพานทุ่นลอยน้ำกางตัวอัตโนมัติ-
สะพานทุ่นลอยน้ำกางตัวอัตโนมัติ (Self-Deploying Pontoon Bridge) ยานพาหนะลูกผสมที่เป็นทั้งรถบรรทุก และสะพานในอุปกรณ์เดียว จนได้รับขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่าเป็น ‘ทรานส์ฟอร์เมอร์สในชีวิตจริง’ (Real-life Transformer) หรือ ‘เรือบรรทุกเครื่องบินกู้ภัย’ (Rescue Carrier)
เพียงแค่ขับรถบรรทุกมาจอดริมน้ำ ตัวทุ่นจะสไลด์ลงน้ำและกางออกเองโดยอัตโนมัติภายใน 10 นาที โดยไม่ต้องใช้เครนยกหรือส่งคนลงไปลุยน้ำเชี่ยว เมื่อต่อกันจะกลายเป็นสะพานยาว 60 เมตร รองรับน้ำหนักได้กว่า 60 ตัน (รถบรรทุกใหญ่ขับผ่านได้) สามารถบรรทุกผู้ประสบภัยได้สูงสุดถึง 500 คนต่อการเดินทางเพียงเที่ยวเดียว
เมื่อปี 2024 เจ้าหน้าที่ได้นำเจ้าอุปกรณ์อัจฉริยะนี้ออกมาใช้ในภารกิจกู้ภัยครั้งใหญ่ที่วิทยาลัยกวางซี เพื่อขนย้ายนักศึกษาและครูกว่า 6,000 คนที่ติดน้ำท่วมลึก 7 เมตรสำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 20 ชั่วโมง หลังต้องอยู่ในอาคารเรียนถึง 3 วันเต็ม
-โดรนกู้ภัยยกของหนัก-ขนย้ายผู้ประสบภัย-
โดรนกู้ภัยยกของหนักและขนย้ายผู้ประสบภัย (Heavy-Duty Cargo Drones) หรือ ‘เครนบินได้’ ที่มีพลังยกมหาศาล ไม่ใช่แค่โดรนบังคับทั่วไป แต่เป็นโดรนระดับอุตสาหกรรมและการเกษตรขนาดใหญ่ที่มีกำลังมอเตอร์และใบพัดมหาศาล โดยทั่วไปสามารถขนส่งสัมภาระหนัก 40-80 กิโลกรัมต่อเที่ยวได้อย่างสบาย
โดรนอัจฉริยะนี้สามารถบินฝ่าสายฝนและกระแสน้ำเชี่ยวไปถึงเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปได้ภายในเวลาเพียง 3–4 นาที ซึ่งเร็วกว่าการขับเรือยางฝ่ากระแสน้ำหลายเท่าตัว อีกทั้งยังมีกลไกปล่อยสายสลิงที่สามารถหย่อนสิ่งของลงบนดาดฟ้าตึกหรือหลังคาบ้านได้โดยที่ตัวโดรนไม่จำเป็นต้องลงจอด ป้องกันปัญหากระแสลมตีและใบพัดชนโครงสร้างอาคาร
เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่เมืองเฮิ่งโจว เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง ต้องเผชิญกับพายุโซนร้อนไมสัก ทีมกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินว่ามีชาวบ้านติดค้างอยู่บนดาดฟ้าตึกท่ามกลางน้ำท่วมมิด และต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่เรือยางไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำที่เชี่ยวจัดเข้าไปได้
ทีมกู้ภัยจึงตัดสินใจใช้มาตรการฉุกเฉิน ยึดคติที่กลายเป็นกระแสในโซเชียลจีนว่า “โดยหลักการแล้วโดรนห้ามยกคน...แต่ชีวิตคนต้องอยู่เหนือหลักการ” พวกเขาใช้โดรนยกตัวเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากเรือยางบินขึ้นไปส่งบนดาดฟ้าตึกก่อน จากนั้นรัดเข็มขัดนิรภัยและสายสลิงเข้ากับตัวผู้ป่วย แล้วให้โดรนยักษ์ยกบินลอยฟ้าข้ามมวลน้ำหลากมาส่งยังพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา
-หุ่นยนต์ระบายน้ำอัจฉริยะ-
หุ่นยนต์ระบายน้ำและกู้ภัยอัจฉริยะ (Autonomous Drainage Robots) เป็นเหมือนตัวแทนเจ้าหน้าที่ในการบุกลุย ‘พื้นที่ปิดอันตรายสูง’ ที่คนเข้าไม่ได้ เช่น อุโมงค์รถไฟใต้ดิน หรือลานจอดรถใต้ดินที่ถูกน้ำท่วมมิด
ตัวหุ่นขับเคลื่อนด้วยล้อตีนตะขาบสามารถลุยโคลน ฝ่าซากหักพังใต้น้ำได้อย่างทรงพลัง และไต่บันไดชันเพื่อลงไปในอุโมงค์ใต้ดิน หรือลานจอดรถชั้นใต้ดินได้ อีกทั้งมีความสามารถในการลุยน้ำลึกได้ โดยรุ่นใหญ่อย่าง ‘Big Buffalo’ สามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 70 เซนติเมตร
เมื่อนำทีมหุ่นยนต์เหล่านี้เข้าพื้นที่พร้อมกันจะสามารถเร่งสูบน้ำออกจากเมืองได้รวมกันสูงสุดถึง 87,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ช่วยกู้คืนเมืองที่จมน้ำได้อย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในอุโมงค์
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุฝนตกหนักและลมกระโชกแรงจากพายุไต้ฝุ่นดอลฟินถล่มนครเซี่ยงไฮ้ ส่งผลให้น้ำท่วมทะลักเข้าท่วมทางลอดใต้ดินและอุโมงค์สัญจรหลักอย่างรุนแรง ซึ่งพื้นที่ใต้ดินบริเวณนั้นมีความแคบและมีข้อจำกัดเรื่องความสูงของเพดาน รถสูบน้ำคันใหญ่ของหลวงไม่สามารถขับมุดลงไปปฏิบัติงานได้ ทางการจีนจึงส่งหุ่นยนต์กู้ภัยขนาดกะทัดรัดที่ชื่อ ‘Big Buffalo’ และ ‘Little Hippo’ มุดลงไปปฏิบัติงานในอุโมงค์ตอนเวลา 19.00 น.
หุ่นยนต์ทั้งสองตัวแท็กทีมร่วมกับปั๊มจุ่มไฮดรอลิก เร่งสูบมวลน้ำออกจากอุโมงค์ด้วยความเร็วสูงถึง 980 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่ใต้ดินที่จมน้ำมิดสามารถกลับมาแห้งสนิทและเปิดใช้งานได้อีกครั้งในเวลา 00.30 น.ใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
-ระบบเอกซเรย์ 3 มิติ ค้นหารอยรั่วเขื่อน-
ระบบเอกซเรย์ 3 มิติ ค้นหารอยรั่วเขื่อน (Embankment ‘CT Scan’ System) เทคโนโลยีป้องภัยล่วงหน้าที่ทำหน้าที่เหมือน ‘เครื่อง CT Scan ของโรงพยาบาล’ แต่เปลี่ยนมาสแกนเขื่อนและคันกั้นน้ำแทน
ระบบนี้จะประสานงาน 3 ต่อ โดยใช้โดรนกล้องตรวจความร้อนบินสแกนหาจุดต้องสงสัยก่อน จากนั้นใช้เซนเซอร์ใยแก้วนำแสงดักจับแรงสั่นสะเทือนในน้ำเพื่อล็อกพิกัด และใช้อุปกรณ์ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายิงทะลุเข้าไปสร้างภาพจำลอง 3 มิติ แสดงเส้นทางการไหลของน้ำข้างในเขื่อน
จากนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้อัลกอริทึม AI ประมวลผลความเสี่ยงที่แม่นยำกว่า 95% ทำให้รู้ล่วงหน้าทันทีว่าเขื่อนจะแตกตรงไหนก่อนที่มันจะพังลงมา
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสแกนพื้นที่แนวตลิ่งและคันกั้นน้ำไปแล้วรวมระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร รวมทั้งสามารถตรวจพบความผิดปกติ ทั้งรอยรั่วซึม และปรากฏการณ์น้ำผุดใต้ดิน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนเขื่อนแตกได้สำเร็จถึง 175 เคส ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่แก่เมืองเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
-ทุ่นชูชีพอัจฉริยะ-
ทุ่นชูชีพอัจฉริยะ (Smart Remote-Controlled Lifebuoy) เป็น ‘ห่วงยางขับเคลื่อนตัวเอง’ ที่บังคับได้ด้วยรีโมทคอนโทรล สามารถรองรับและพยุงร่างกายผู้ใหญ่ขนาดมาตรฐานให้ลอยน้ำพร้อมกันได้ถึง 2 คน (รับน้ำหนักกดทับขณะลอยน้ำได้สูงสุดถึง 150–250 กิโลกรัม) มีความเร็วตอนไม่มีคนเกาะสูงสุดถึง 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (6 เมตรต่อวินาที) ส่วนตอนที่บรรทุกผู้ประสบภัยจะทำความเร็วคงที่ได้ที่ 2 เมตรต่อวินาที
ในกรณีที่มีผู้ประสบภัยลอยคออยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเรือยาง หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถว่ายเข้าไปช่วยได้อย่างปลอดภัย ทีมกู้ภัยจะโยนทุ่นชูชีพรูปตัว U นี้ลงน้ำ แล้วใช้รีโมทคอนโทรลบังคับฝ่าคลื่นน้ำตรงดิ่งไปหาผู้ประสบภัยด้วยความเร็วสูง โดยระบบสามารถควบคุมผ่านคลื่นวิทยุและสัญญาณดาวเทียมได้อย่างแม่นยำในระยะไกลตั้งแต่ 1-2 กิโลเมตร
เมื่อผู้ประสบภัยเกาะทุ่นชูชีพได้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็สามารถบังคับรีโมทควบคุมให้ทุ่นชูชีพนี้พยุงตัวผู้ประสบภัยว่ายทวนกระแสน้ำกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย





