นักวิทย์ชี้ ‘โลกร้อน’ ทำเนปาลจมบาดาล เตือนหลังจากนี้อาจเจอน้ำท่วมรุนแรงถี่ขึ้น

28 ส.ค. 2569 - 12:10

  • นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในเนปาลเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา”

  • “ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้เป็นรูปแบบของเหตุการณ์ที่ถูกเร่งปฏิกิริยาโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง” ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยาและทรัพยากรน้ำจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ระบุ

  • ทั่วทั้งภูมิภาคหิมาลัยมีอุณหภูมิพุ่งสูงเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลก ทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิด ‘น้ำท่วมทะลักจากการระเบิดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง’ (GLOF)

นักวิทย์ชี้ ‘โลกร้อน’ ทำเนปาลจมบาดาล เตือนหลังจากนี้อาจเจอน้ำท่วมรุนแรงถี่ขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในเนปาลเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา” ซึ่งเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งรุนแรงนี้ส่งผลให้มวลน้ำที่เชี่ยวกรากพัดสูงถึง 198 เมตร 

แม้ว่าในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จะยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาหาสาเหตุที่แน่ชัดของภัยพิบัติดังกล่าว แต่ ดร.วูเตอร์ บายตาร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยาและทรัพยากรน้ำจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า “ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้เป็นรูปแบบของเหตุการณ์ที่ถูกเร่งปฏิกิริยาโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง” 

“ภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวลง และแตกตัวออกจากกันได้ง่ายขึ้น ผนวกกับความเสื่อมโทรมของผืนดิน ทั้งจากไฟป่าที่เพิ่มขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้ว และการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไม่ยั่งยืน...ปัจจัยเหล่านี้จึงร่วมกันทำลายความมั่นคงของชั้นดิน จนทำให้หินและตะกอนดินเกิดการถล่มลงมา เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เป็นภูเขาสูงชันและมีหุบเขาแคบๆ มันจึงกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างสมบูรณ์แบบ ให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงในลักษณะนี้ขึ้น”

ดร.บายตาร์ต อธิบาย   

อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากมีการเผยแพร่ผลการศึกษาที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งเคยเตือนไว้ว่า “ภาวะโลกร้อนอาจเป็นชนวนเหตุให้ธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้พังทลายลง” 

งานวิจัยดังกล่าว ซึ่งนำโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกาฐมาณฑุได้อธิบายไว้ว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคหิมาลัยมีอุณหภูมิพุ่งสูงเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลก ทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิด ‘น้ำท่วมทะลักจากการระเบิดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง’ (GLOF) จนนำไปสู่ภัยพิบัติและความสูญเสียที่รุนแรงยิ่งขึ้น” 

ในตอนแรก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ได้รายงานว่าเหตุการณ์นี้ว่าเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 4.4 แต่ในเวลาต่อมาทางหน่วยงานได้รับการยืนยันแล้วว่า “ต้นเหตุที่แท้จริงมาจากภัยพิบัติน้ำท่วมทะลักจากเหตุการณ์ GLOF” 

ด้าน ดร.เอเดรียน แมคคอลลัม นักธารน้ำแข็งวิทยาและวิศวกรขั้วโลกจากมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ ก็เห็นพ้องเช่นกันว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน่าจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติดังกล่าว” 

“แม้ผมจะยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด แต่ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะเกิดจาก ‘เหตุการณ์ GLOF’ ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคเทือกเขาสูงทั่วโลกเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เมื่อธารน้ำแข็งละลายและหดตัวลง น้ำแข็งจะเปลี่ยนเป็นน้ำและถูกกักเก็บไว้ชั่วคราวอยู่หลังแนวคันหินดินเดิมตามธรรมชาติ ทว่าเมื่อแนวกั้นเหล่านั้นพังทลายลง มวลน้ำมหาศาลก็จะทะลักไหลบ่าลงสู่หุบเขาและกวาดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า”

ดร.แมคคอลลัม อธิบาย 

ขณะที่ ดร.เอลลา กิลเบิร์ต นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากคณะสำรวจแอนตาร์กติกแห่งสหราชอาณาจักร ก็อธิบายว่า “ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้ขาดความมั่นคง...แม้เราจะยังไม่สามารถระบุความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจนในตอนนี้ แต่เราทราบดีว่าความร้อนของภูมิอากาศกำลังทำให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยเปราะบางและละลายง่ายขึ้นมาก โดยอัตราการสูญเสียของธารน้ำแข็งนั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา”  

“ธารน้ำแข็งบนภูเขาทั่วโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธารน้ำแข็งในเขตร้อน ยิ่งอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นมากเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดการพังทลายอย่างกะทันหันและรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ดร.กิลเบิร์ต อธิบาย 

เนปาลเสี่ยงภัยโลกร้อนสูง...เพราะภูมิประเทศภูเขาสูงชัน-ระบบนิเวศเปราะบาง 

scientists-blame-climate-change-for-nepal-flash-flood-SPACEBAR-Photo01.jpg

ในรายงานผลการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร ‘Frontiers in Climate’ อธิบายไว้ว่า “เนปาลเป็นประเทศด้อยพัฒนาในแถบเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและไม่มีทางออกสู่ทะเล ส่งผลให้มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อน มีระบบนิเวศที่บอบบาง และมีขีดความสามารถที่จำกัดในการปรับตัวให้เท่าทันกับผลกระทบทางภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว” 

“ความเปราะบางนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศมีความถี่และระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม การหดตัวของธารน้ำแข็ง และน้ำท่วมฉับพลันจากเหตุการณ์ GLOF ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายตามมา” 

รายงาน ระบุ 

แม้ว่าเหตุการณ์ GLOF เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ก็นับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

จากรายงานผลการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า “มีเหตุการณ์ GLOF เกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 45 ครั้ง ในทะเลสาบ 39 แห่งทั่วเนปาล ซึ่งหลายครั้งในจำนวนนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตด้วย” 

ที่น่ากังวลคือ ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า “ทุกวันนี้เนปาลก็บอบช้ำและเสียหายหนักในหลายๆ ด้านจากวิกฤตโลกร้อนอยู่แล้ว และถ้าหากอุณหภูมิโลกยังพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ภัยพิบัติจากเหตุการณ์ GLOF ก็จะยิ่งเกิดขึ้นบ่อยและถี่ขึ้นเรื่อยๆ” 

ผลการศึกษาเพื่อหาสาเหตุของภัยพิบัติเฉพาะทาง จากเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วในเนปาลตอนกลางเมื่อเดือนกันยายน ปี 2024 เผยให้เห็นว่า “ในโลกที่อุณหภูมิอุ่นขึ้น 1.3 องศาเซลเซียส ความรุนแรงของฝนจะเพิ่มสูงขึ้นราว 10% และโอกาสในการเกิดซ้ำจะเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 70% และหากอุณหภูมิโลกพุ่งทะลุเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงของอุทกภัย ธารน้ำแข็งละลาย เหตุการณ์ GLOF รวมถึงภัยแล้ง จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล”  

(Photo by ARUN SANKAR / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์