สิงคโปร์ผุดแคมเปญ ‘อ่านหนังสือแลกเงิน’ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน-แก้วิกฤตไถหน้าจอจนสมองล้า

16 ก.ย. 2569 - 17:41

  • สิงคโปร์เปิดตัวแคมเปญระดับชาติระยะเวลา 5 ปีในรูปแบบใหม่เพื่อบ่มเพาะนิสัยรักการอ่าน โดยมีสิ่งจูงใจเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเงินจำนวนไม่มากนักให้แก่พลเมืองที่เข้ามาบันทึกนาทีในการอ่านหนังสือของตนเองบนเว็บไซต์ของรัฐบาล

  • แต่โครงการนี้ไม่ได้ทำให้เหล่านักอ่านร่ำรวยขึ้นมาได้ เพราะต้องสะสมวันอ่านหนังสือให้ครบ 50 วัน ถึงจะแลกเงินได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 26-27 บาท)

  • การอ่านหนังสือตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปต่อครั้ง จะได้รับเหรียญเสมือนจริง 20 เหรียญ และต้องสะสมให้ครบ 1,000 เหรียญจึงจะแลกเป็นเงินได้ ที่สำคัญคือ ‘จำกัดสิทธิ์ให้บันทึกได้เพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น’

สิงคโปร์ผุดแคมเปญ ‘อ่านหนังสือแลกเงิน’ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน-แก้วิกฤตไถหน้าจอจนสมองล้า

สิงคโปร์กำลังพยายามผลักดันให้ประชาชนกลับมาติดนิสัย ‘รักการอ่าน’ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กำลังเลือนหายไปทุกที โดยในเดือนนี้ สิงคโปร์ได้เปิดตัวแคมเปญระดับชาติระยะเวลา 5 ปีในรูปแบบใหม่เพื่อบ่มเพาะนิสัยรักการอ่าน โดยมีสิ่งจูงใจเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเงินจำนวนไม่มากนักให้แก่พลเมืองที่เข้ามาบันทึกนาทีในการอ่านหนังสือของตนเองบนเว็บไซต์ของรัฐบาล 

เจ้าหน้าที่รัฐตั้งเป้าที่จะใช้กลยุทธ์แบบเกมที่มีการสะสมแต้มแลกรางวัล ควบคู่ไปกับการดึงพลังมวลชน เพื่อช่วยฟื้นฟูนิสัยรักการอ่านกลับมา แทนที่พฤติกรรมการไถหน้าจอเสพข่าวลบอย่างไม่ลืมหูลืมตา (Doomscrolling) ที่กำลังระบาดอย่างรวดเร็วจนทำให้สมองล้าและเสื่อมถอย 

“แม้ว่าคอนเทนต์ออนไลน์รูปแบบสั้น (Short-form) จะช่วยให้เราเท่าทันสถานการณ์ แต่การอ่านเนื้อหาขนาดยาว (Long-form) จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และจินตนาการ...ท้ายที่สุดแล้ว เราอยากเห็นพลเมืองเป็นนักอ่านที่มีความกระหายเรียนรู้ช่างคิด รู้จักแยกแยะ และมีความพร้อมที่จะก้าวผ่านโลกที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ” เมลิสซา แทม ผู้อำนวยการบริหารคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวในแถลงการณ์   

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้ทำให้เหล่านักอ่านร่ำรวยขึ้นมาได้ เพราะต้องสะสมวันอ่านหนังสือให้ครบ 50 วัน ถึงจะแลกเงินได้ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 26-27 บาท) โดยการอ่านหนังสือตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปต่อครั้ง จะได้รับเหรียญเสมือนจริง 20 เหรียญ และต้องสะสมให้ครบ 1,000 เหรียญจึงจะแลกเป็นเงินได้ ที่สำคัญคือ ‘จำกัดสิทธิ์ให้บันทึกได้เพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น’ 

โครงการนี้เปิดตัวขึ้นในยุคที่ผู้คนทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลงและมีสมาธิสั้นลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่านักการศึกษากำลังเผชิญศึกหนักในการรับมือกับพฤติกรรม ‘ไถหน้าจอเสพข่าวลบ’ และภาวะสมองล้า ทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง เนื่องจากการเสพแต่คอนเทนต์ออนไลน์ที่ฉาบฉวยและไม่มีสาระมากจนเกินไป 

ผลการจัดอันดับโลกสัปดาห์ที่แล้วพบว่า “คะแนนด้านการอ่านของเด็กอายุ 15 ปีในสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่กลุ่มประเทศในเอเชียอย่างสิงคโปร์และจีนกลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม” โดยผลการศึกษาชี้ว่า “ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือ ปัญหาการถูกดึงความสนใจจากสื่อดิจิทัลในห้องเรียน” 

“หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ ‘การเปลี่ยนการอ่านให้เป็นเกม’ เพื่อหล่อหลอมให้เกิดเป็นพฤติกรรมติดตัว...สำหรับคนที่อ่านหนังสือเยอะอยู่แล้ว เวลา 15 นาทีอาจจะดูสั้นมาก แต่ฉันคิดว่ามันเป็นระยะเวลาที่กำลังพอดี ๆ เลย”

โล ชิน อี จากสถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ บอกกับสำนักข่าว CNN 

โล กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ คนส่วนใหญ่ก็ยังคงอ่านหนังสือกันอยู่ หากเรานับรวมการอ่านข้อความต่าง ๆ บนหน้าจอเข้าไปด้วย แต่การอ่านแบบลึกซึ้ง (Deep reading) ที่ต้องใช้เวลาจดจ่อและมีสมาธิร่วมไปกับเนื้อหา กลับเกิดขึ้นน้อยลงมาก” 

โครงการ ‘อ่านแล้วได้เงิน’ นี้ ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ไปจนถึงสิ้นปี เพื่อนำความคิดเห็นไปปรับปรุงระบบและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ต่อไป โดยจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ และปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้นตามผลตอบรับ 

นอกจากนี้ ในโครงการยังมีกิจกรรมให้ร่วมใจกันทำบุญ ซึ่งทางองค์กรตั้งเป้าชวนนักอ่านมารวมพลังสะสมเวลาให้ครบ 7.5 ล้านนาที เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคช่วยเหลือสังคมสูงสุดถึง 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.9 ล้านบาท) ภายในปีนี้ด้วย 

แต่โครงการดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงกันในประเทศว่า “เงินสดจะสามารถช่วยปลูกฝังนิสัยรักหนังสือไปตลอดชีวิตได้จริงหรือไม่” โดยฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์มองว่า “ผู้คนควรจะอ่านหนังสือเพราะใจรักการอ่านจริง ๆ มากกว่า” 

ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า “ในยุคที่ผู้คนถูกดึงความสนใจไปรอบด้านขนาดนี้ อะไรก็ตามที่สามารถทำให้คนหันมาอ่านหนังสือได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่แย่นัก” 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์