ดูเหมือนว่าแผ่นดินไหวสองระลอกติด หรือที่เรียกว่า ‘แผ่นดินไหวคู่แฝด’ (Earthquake doublet) ในเวเนซุเอลาที่ห่างกันแค่เพียง 39 วินาทีเมื่อวันพุธ (24 มิ.ย.) ที่ผ่านมา จะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยนัก และเกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางธรณีแปรสัณฐานที่ ‘รุนแรงที่สุด’ ที่เกิดขึ้นในประเทศแห่งนี้ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 920 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 3,360 ราย
“แผ่นดินไหวครั้งแรกมีความรุนแรงขนาด 7.2 และหลังจากนั้นเพียง 39 วินาที ได้เกิดแผ่นดินไหวระลอกสองที่รุนแรงกว่าเดิมขนาด 7.5 ซึ่งรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ไกลถึงประเทศโคลอมเบีย ประเทศเพื่อนบ้านด้วย”
ทำความรู้จัก ‘แผ่นดินไหวคู่แฝด’ คืออะไร...รุนแรงแค่ไหน
‘แผ่นดินไหวคู่แฝด’ แตกต่างจากแผ่นดินไหวทั่วไปตรงที่เกิดขึ้นจากเหตุและผลที่เชื่อมโยงกัน โดยเป็นแผ่นดินไหว 2 ครั้งที่มีความรุนแรงใกล้เคียงกัน แทนที่จะเริ่มด้วยแผ่นดินไหวหลักแล้วตามด้วยอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กกว่า แต่แผ่นดินไหวคู่แฝดมีความแตกต่างกันในทางวิทยาแผ่นดินไหว ซึ่งหมายความว่า “คลื่นแผ่นดินไหวจากแต่ละครั้งจะถูกแยกออกจากกันด้วยช่วงเวลา และ/หรือ มีจุดกำเนิดมาจากรอยเลื่อนที่ต่างกัน”
แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาจะอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ชี้ให้เห็นว่า “แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมาจากรอยเลื่อนคนละสายกัน โดยแต่ละจุดมีรูปแบบรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ข้อสันนิษฐานนี้สอดคล้องกับแผนที่รอยเลื่อนที่มีอยู่เดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้มีรอยเลื่อนหลักที่เคลื่อนตัวในแนวราบตามทิศตะวันออก-ตะวันตก และมีรอยเลื่อนย่อยขนาดเล็กแตกแขนงออกไปหลายทิศทาง
มีความเป็นไปได้สูงว่าแผ่นดินไหวครั้งแรกเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สอง สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลกในรอยเลื่อนของแผ่นดินไหวครั้งแรก ไปเพิ่มแรงกดดันภายในให้กับรอยเลื่อนที่เป็นต้นตอของแผ่นดินไหวครั้งที่สอง ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นไหวสะเทือนที่แผ่ออกมาจากแผ่นดินไหวครั้งแรก ยังวิ่งไปเขย่ารอยเลื่อนในบริเวณใกล้เคียงที่เสี่ยงต่อการแตกหักอยู่แล้ว ส่งผลให้รอยเลื่อนเหล่านั้นเกิดการทรุดตัวและพังทลายตามมาทันที
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์แผ่นดินไหวคู่แฝดนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง เช่น ในปี 2023 ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวคู่แฝดพัดถล่มประเทศตุรกีและซีเรีย โดยมีความรุนแรงขนาด 7.8 และ 7.7 ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างกันเพียง 95 กิโลเมตร และทิ้งช่วงห่างกันเพียง 9 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อประชากรถึง 14 ล้านคน และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ในปี 1988 ยังเคยเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหว ‘สามแฝด’ (Triplet) ซึ่งเป็นชุดแผ่นดินไหวรุนแรง 3 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นห่างกันเพียงครึ่งชั่วโมงในเมืองเทนแนนท์ครีก ประเทศออสเตรเลีย
ทำไมเวเนซุเอลาถึง ‘เสี่ยง’ ต่อการเกิดแผ่นดินไหวบ่อย...?

เหตุการณ์แผ่นดินไหวคู่แฝดในครั้งนี้เกิดขึ้นตรงบริเวณแนวรอยต่อบนบกที่เชื่อมระหว่างแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน และแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้
บริเวณตอนเหนือของเวเนซุเอลา แผ่นเปลือกโลกทั้งสองแผ่นนี้กำลังเคลื่อนที่สวนทางกันในแนวราบ ด้วยความเร็วประมาณ 20 มิลลิเมตรต่อปี โดยแผ่นแคริบเบียนจะขยับไปทางทิศตะวันออก เสียดสีกับแผ่นอเมริกาใต้
การเคลื่อนที่ลักษณะนี้ทำให้เกิดแนวรอยเลื่อนระนาบขนาดยักษ์ขนานไปกับพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย 3 ระบบรอยเลื่อนหลัก ได้แก่ :
- รอยเลื่อนโบโคโน,
- รอยเลื่อนซานเซบาสเตียน,
- รอยเลื่อนเอลปิลาร์
รอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ยังขยับตัวอยู่ตลอดเวลานี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวระดับตื้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้งก็สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง

โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนนี้ทำให้เปลือกโลกต้องแบกรับแรงเค้นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ประชากรราว 80% ของเวเนซุเอลาต้องอาศัยอยู่ในเขตที่แผ่นดินไหวยังคงขยับตัวอยู่ ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมหาศาลตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง
ตามปกติแล้ว แรงกดดันมหาศาลใต้ดินนี้จะถูกปลดปล่อยออกมาตามระบบรอยเลื่อนหลัก ๆ เช่น รอยเลื่อนโบโคโน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสร้างแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้ง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ แผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนจะขยับตัวไปทางตะวันออกผ่านแผ่นอเมริกาใต้ปีละ 20 มิลลิเมตร โดยการเคลื่อนที่นี้สร้างแรงเสียดทานมหาศาล ซึ่งนักวิจัยพบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า “แรงเคลื่อนตัวที่รุนแรงเกือบทั้งหมดนี้ราว 70% ถูกส่งไปสะสมอยู่ที่รอยเลื่อนเพียงแห่งเดียวบนเกาะตรินิแดดที่อยู่ใกล้เคียง”
อันตรายที่ซ่อนอยู่ของ ‘แผ่นดินไหวระดับตื้น’

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลามีพลังทำลายล้างสูงมาก ก็คือ ‘ระดับความลึก’ ของจุดศูนย์กลาง เนื่องจากแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ที่นี่เป็นแบบ ‘แผ่นดินไหวระดับตื้น’ (Shallow-focus) ซึ่งหมายความว่ามันเกิดขึ้นลึกลงไปใต้ดินน้อยกว่า 15-20 กิโลเมตรเท่านั้น
ตามหลักธรณีวิทยา แผ่นดินไหวระดับตื้นจะสร้างความเสียหายบนพื้นผิวโลกได้ ‘รุนแรงกว่า’ แผ่นดินไหวระดับลึกที่มีขนาดเท่ากันอย่างมาก...เหตุผลก็เพราะจุดศูนย์กลางเกิดแผ่นดินไหวอยู่ใกล้ตัวเรามาก พลังงานของคลื่นไหวสะเทือนจึงพุ่งตรงเข้าถล่มตัวเมืองและชุมชนต่าง ๆ ทันที โดยไม่มีระยะทาง หรือเวลามากพอที่จะช่วยลดทอนความรุนแรงลงระหว่างที่คลื่นเดินทางขึ้นสู่ผิวดิน
อินโฟกราฟฟิกโดย : กนกวรรณ หิรัญกวินกุล
ภาพปก / ภาพประกอบ : คมกริบ จันทร์เพ็ชร
(Photo by FEDERICO PARRA / AFP)





