เหมืองแร่ดีบุกยักษ์ใหญ่ในเมียนมากลับมาเปิดอีกครั้ง-เดินหน้าส่งออกจีน ท่ามกลางกระแสแย่งชิงทรัพยากร AI

10 ก.ย. 2569 - 15:14

  • สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า “เหมืองแร่ดีบุกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองของเมียนมา กำลังจะกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งหลังถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2023 และกำลังเร่งเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศจีน”

  • เหมืองแร่แมนมอว์ทางตะวันออกของเมียนมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010

  • จนถึงตอนนี้ เมียนมากลายเป็นประเทศผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้จัดส่งรายใหญ่ที่สุดให้แก่ประเทศจีน

เหมืองแร่ดีบุกยักษ์ใหญ่ในเมียนมากลับมาเปิดอีกครั้ง-เดินหน้าส่งออกจีน ท่ามกลางกระแสแย่งชิงทรัพยากร AI

สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) ว่า “เหมืองแร่ดีบุกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองของเมียนมาท่ามกลางภาวะสงคราม กำลังจะกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งหลังถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2023 และกำลังเร่งเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศจีน” 

แร่ดีบุกถือเป็นธาตุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยถูกใช้เป็นน้ำยาบัดกรีสำหรับยึดไมโครชิปเข้ากับแผงวงจร และเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในศูนย์ข้อมูล (Data Center) 

นอกจากนี้ เหมืองแร่แมนมอว์ทางตะวันออกของเมียนมายังได้ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งส่งผลให้เมียนมากลายเป็นประเทศผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้จัดส่งรายใหญ่ที่สุดให้แก่ประเทศจีน  

การสั่งปิดเหมืองแห่งนี้อย่างกะทันหันโดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดพอดี ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดการแย่งชิงแร่โลหะชนิดนี้กันไปทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยวิกฤตการณ์สากล (International Crisis Group) เปิดเผยว่า “เหมืองแห่งนี้กำลังเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้าๆ และเริ่มมีการขนย้ายแร่ออกมาอีกครั้งแล้ว แม้ว่ากำลังการผลิตจะยังต่ำกว่าช่วงก่อนปิดเหมืองอยู่มากก็ตาม” 

ข้อมูลศุลกากรของจีนเผยว่า :

  • ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จีนนำเข้าแร่ดีบุกจากเมียนมาพุ่งสูงเกือบ 40,000 ตัน ทะลุยอดรวมของปี 2025 ทั้งปีไปแล้ว
  • ขณะที่ในปี 2016 เมียนมาเคยส่งออกแร่ดีบุกและแร่เข้มข้นให้แก่จีนสูงถึงเกือบ 500,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 99% ของยอดการนำเข้าแร่ชนิดนี้ทั้งหมดของจีน

นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมยังตรวจพบการก่อสร้างอาคารใหม่ขนาดใหญ่รอบเหมืองแมนมอว์ รวมถึงแสงไฟในยามค่ำคืนที่กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกิจกรรมในพื้นที่ที่คึกคักขึ้น แม้ว่าตัวเลขผลผลิตภาพรวมจะยังห่างไกลจากจุดสูงสุดในอดีตก็ตาม 

“ปัจจุบันเริ่มมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่สม่ำเสมอนักภายในเหมืองแห่งนี้” ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของสถาบัน Crisis Group เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเหมืองแร่นี้ ไม่ว่าจะช้าเพียงใด ก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับสากล ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของนานาประเทศเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรม AI 

โดยก่อนหน้านี้ ปัญหาซัพพลายที่เปราะบางบวกกับความต้องการผลิตชิปประมวลผลข้อมูลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้ผลักดันให้ราคาแร่ดีบุกพุ่งทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

พื้นที่และการดำเนินงานของเหมืองแมนมอว์ถูกปิดกั้นและควบคุมอย่างเข้มงวดโดยกองทัพรัฐว้าเอกภาพ (UWSA) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ในรัฐว้าทางตอนใต้ที่มีพรมแดนติดกับจีน โดยกลุ่มนี้มีประวัติยาวนานในการถูกต่างชาติคว่ำบาตรฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด  

“การได้รับการสนับสนุนจากจีนรวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ช่วยให้รัฐว้าค่อนข้างปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กำลังกลืนกินพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของเมียนมา นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพในปี 2021” นักวิเคราะห์ระบุ 

สถาบัน Crisis Group ระบุว่า “การสั่งปิดเหมืองแมนมอว์เมื่อปี 2023 นั้นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจภายในของกลุ่มตระกูลผู้นำรัฐว้า ไม่ใช่เพราะภัยสงคราม” 

ทว่าการกลับมาเปิดเหมืองในครั้งนี้ยังคงต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการทำกำไร ทั้งจากปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ขุดเจาะ รวมถึงปริมาณแร่ดีบุกเกรดสูงที่เริ่มร่อยหรอและหมดลงไปเรื่อย ๆ 

(Photo by Handout / 2026 Planet Labs PBC / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์