จับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเข้าสู่ช่วงอันตราย ต่างฝ่ายต่างหาข้ออ้างลงมือ

25 ต.ค. 2569 - 16:59

  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า แผนการโจมตีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ของอิหร่านกำลัง “มีความคืบหน้าอย่างมาก”

  • อิหร่านเชื่อมั่นว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเพื่อเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 16 เดือน

  • ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และอิสราเอล ความเป็นไปได้ที่ทุกฝ่ายต่างกำลังหาข้ออ้างเพื่อดำเนินปฏิบัติการบางอย่าง กำลังก่อให้เกิดระดับความตึงเครียดและความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

จับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเข้าสู่ช่วงอันตราย ต่างฝ่ายต่างหาข้ออ้างลงมือ

ภายในรัฐบาลทรัมป์ เจ้าหน้าที่ต่างแสดงความกังวลว่า แผนการโจมตีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ของอิหร่านกำลัง “มีความคืบหน้าอย่างมาก”

ในอีกฟากหนึ่งซึ่งห่างออกไปกว่า 6,000 ไมล์ ฝ่ายอิหร่านดูจะเชื่อมั่นว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเพื่อเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 16 เดือน ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะบีบให้อิหร่านยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยับเข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่โหมกระหน่ำเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกำหนดการทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอล ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่ทุกฝ่ายต่างกำลังมองหาข้ออ้างเพื่อดำเนินปฏิบัติการบางอย่าง กำลังก่อให้เกิดระดับความตึงเครียดและความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญภายนอกหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือหนทางที่สถานการณ์ระหว่างประเทศอาจลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของยุโรปเผยว่า หากข่าวกรองที่สหรัฐฯ เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่าอิหร่านมีแผนโจมตีคนอเมริกันทั้งในบ้านตัวเองและในต่างประเทศเป็นเรื่องจริง เพียงแค่เสียงปืนนัดเดียวที่มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก็อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ได้ เช่นเดียวกับเหตุระเบิดที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญใกล้กับบังเกอร์ที่ใช้เป็นที่หลบภัยของบรรดาผู้นำอิหร่าน ซึ่งเคยรอดชีวิตมาแล้วจากการโจมตีเพื่อกำจัดผู้นำระดับสูงในช่วงชั่วโมงแรกของสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงที่ว่านายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลและประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับการเลือกตั้งที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อดุลอำนาจในประเทศของพวกเขา เป็นปัจจัยที่ทำให้ทุกฝ่ายกำลังคำนวณอย่างซับซ้อน

แม้เนทันยาฮูจะพ่ายแพ้ แต่เขาอาจตัดสินใจที่จะโจมตีครั้งสุดท้ายซึ่งเขาอาจเชื่อว่าผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาอาจลังเลที่จะดำเนินการ ในทำนองเดียวกัน ทรัมป์ซึ่งรู้ดีว่าสงครามไม่เป็นที่นิยมแม้แต่ในหมู่ผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา อาจต้องการแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดในแง่ของอำนาจในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด อำนาจของเขายังไม่ลดลง

เช่นเดียวกับเหตุการณ์วิกฤตระดับโลกอื่นๆ อาทิ วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา หรือการตัดสินใจบุกอิรัก ข้อมูลข่าวกรองที่ไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด หรือแม้แต่ความล้มเหลวในการทำความเข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้าม อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้ กรณีของอิรักถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวกรองที่ถูกคัดเลือกมาเพียงบางส่วนอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิบัติการทางทหารได้จริง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกว่า พวกเขากำลังมุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลจากข่าวกรองล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ว่าฝ่ายอิหร่านอาจวางแผนสังหารเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บนแผ่นดินสหรัฐฯ เองด้วย

นี่เป็นความมุ่งหมายที่มีมานานของ “หน่วย 840” ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการระดับหัวกะทิของอิหร่าน ที่เคยดำเนินการลักพาตัวและลอบสังหารผู้คนมาแล้วทั่วโลก แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ความปรารถนาของอิหร่านมักจะเกินกว่าขีดความสามารถที่มีอยู่จริง หลายครั้งที่อิหร่านว่าจ้างมือสังหารที่ไร้ฝีมือ จนถูกจับกุมตัวได้ก่อนที่จะทันได้ลงมือทำอันตรายใดๆ

ถึงอย่างนั้น เหตุการณ์เหล่านั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความหวาดกลัวของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านนั้นมีรากฐานมาจากประสบการณ์อันขมขื่น แม้ว่าทรัมป์จะบอกว่า จะไม่มีการโจมตีใดๆ เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในอีก 10 วันข้างหน้า แต่เขาก็ได้เปรยเป็นนัยว่า หลังจากช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ทั้งสิ้น

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ บอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ดูเหมือนทรัมป์จะเอียงไปทางฝั่งการเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ครั้งใหม่ในอิหร่านอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับแผนการดังกล่าวบอกว่า แผนการที่จัดทำโดยกองบัญชาการกลางระบุรายละเอียดเป้าหมายการทิ้งระเบิดที่ขยายวงกว้างขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยใช้ถ้อยคำที่ดุเดือดไม่ต่างจากทรัมป์ว่า ขณะนี้อิหร่านกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับเหล่าศัตรูด้วยการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว โดยไม่มีการกำหนด “เส้นตาย” ใดๆ ทั้งสิ้น

ภัยคุกคามเพิ่มขึ้น

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปเผยว่า ข่าวกรองเกี่ยวกับการโจมตีเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่สงสัยว่าเป็นแผนการของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพแห่งหนึ่งในอังกฤษซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ใช้งานอยู่

เจ้าหน้าที่เผยว่า ข่าวกรองที่ได้รับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้ รวมถึงแผนการของอิหร่านในการตอบโต้หากถูกสหรัฐฯ หรืออิสราเอลโจมตี โดยอิหร่านวางแผนที่จะปฏิบัติการลอบสังหาร รวมถึงการโจมตีในรูปแบบอื่นๆ เพื่อแก้แค้นต่อเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เคยโจมตีอิหร่านมาก่อนหน้านี้

ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับแผนการดังกล่าวยังคงเป็นความลับขั้นสูงสุด จึงประเมินสถานการณ์ได้ยาก โดยมีเพียงสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ระดับสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า “กลุ่ม 8 คน” (Gang of 8) เท่านั้นที่ได้รับฟังการบรรยายสรุป ก่อนที่คำเตือนจาก เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่บางคนต่างรู้สึกงุนงงว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์จึงตัดสินใจเผยแพร่จดหมายฉบับนี้ ทั้งที่ทราบดีว่าตัวเองไม่สามารถนำหลักฐานเกี่ยวกับแผนการเฉพาะเจาะจงมาแสดงเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวได้

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ทรัมป์พูดกับสิ่งที่ที่ปรึกษาของเขาพูดเกี่ยวกับสงครามต่อสาธารณะ และข่างกรองที่พวกเขาได้รับค่อนข้างกว้าง และทีมทำเนียบขาวและผู้นำในเพนตากอนต่างก็ไม่ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับความขัดแย้งมาหลายเดือนแล้ว ทรัมป์เลือกเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด แต่การกระทำดังกล่าวกลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น

แต่สาระสำคัญจากข้อมูลที่หน่วยข่าวกรองค้นพบคือ แผนการหลายประการของอิหร่านขยับจากขั้นที่เป็นเพียงความต้องการ ไปสู่ขั้นตอนของการลงมือปฏิบัติจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตะวันตกรายหนึ่งเปรียบเทียบปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ครั้งนี้ กับการตอบสนองต่อคำเตือนเรื่องภัยคุกคามจากอิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่บุคลากรและเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดในภาคใต้ของอังกฤษเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยในตอนนั้นมีการถอนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 จำนวน 12 ลำออกไป ซึ่งเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า หากเครื่องบินเหล่านั้นกลับมาอีก ก็จะถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังจะมีการโจมตีเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ทรัมป์ไม่ได้พูดอะไรกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข่าวกรองดังกล่าว แต่บอกว่าจะตัดสินใจเร็วๆ นี้ว่าจะกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งหรือไม่ ทรัมป์ได้รับรายงานเกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรองชุดใหม่อยู่เป็นระยะ ซึ่งเจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกให้ความสำคัญอย่างจริงจังยิ่งกว่าคำเตือนใดๆ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า มีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่า อิหร่านมีสายลับอยู่ภายในสหรัฐฯ ซึ่ง “ไม่ใช่แค่พลเมืองอิหร่านธรรมดา” เท่านั้น แต่ถึงแม้ชาวอิหร่านจะกำลังวางแผนก่อเหตุโจมตีจากภายในสหรัฐฯ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาจะสามารถทำเช่นนั้นได้จริงหรือไม่

พวกเขาระบุว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านมักพูดเกินจริงเกี่ยวกับขีดความสามารถของตัวเองในการปฏิบัติการโจมตีลับในต่างประเทศ เมื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

อย่างไรก็ตาม อิหร่านมักจะหาอาชญากรหรือมือสังหารมารับจ้างก่อเหตุลอบสังหารได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเตือนว่า ระดับความอันตรายของแผนการโจมตีแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับความสามารถของอาชญากรที่ถูกว่าจ้างให้ลงมือก่อเหตุลอบสังหารดังกล่าว

ผู้ขับขี่รถยนต์ขับผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ประกาศว่าจะแก้แค้นทรัมป์บนถนนจอมฮูรี ใจกลางกรุงเตหะราน Photo by - / AFP
ผู้ขับขี่รถยนต์ขับผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ประกาศว่าจะแก้แค้นทรัมป์บนถนนจอมฮูรี ใจกลางกรุงเตหะราน Photo by - / AFP

ความทรงจำจากปี 2024 ที่ยังตามหลอกหลอน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้

การผสมผสานระหว่างภัยคุกคามที่มีอยู่จริงจากอิหร่านซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทรัมป์และที่ปรึกษาระดับสูงบางคน กับความเป็นไปได้ในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่ความพยายามลอบสังหาร สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความระแวงขึ้นภายในทีมงานของอดีตประธานาธิบดีตลอดช่วงการรณรงค์หาเสียงในปี 2024 ภัยคุกคามเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ทรัมป์ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ทรัมป์ตัดสินใจสั่งโจมตีพลตรี กัสเซ็ม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษของอิหร่าน เมื่อเดือนมกราคม ปี 2020

รัฐบาลของไบเดนตรวจพบภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2024 สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) จับกุมชาวปากีสถานรายหนึ่ง พร้อมตั้งข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการจ้างวานฆ่าซึ่งสั่งการโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยมีเป้าหมายเป็นทรัมป์

นอกจากนี้ ที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยังติดตามข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อทรัมป์ ซึ่งมาจากประเทศอิหร่าน จึงส่งพลซุ่มยิงไปประจำการในงานปราศรัยกลางแจ้งของทรัมป์ที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2024 หนึ่งในพลซุ่มยิงเหล่านั้นได้ยิงสกัดผู้ที่พยายามลอบสังหาร ซึ่งก็คือ โทมัส แมทธิว ครูกส์ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ก่อเหตุลงมือเพียงลำพังและไม่มีความเกี่ยวข้องกับแผนการจากต่างประเทศแต่อย่างใด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ประกอบกับการที่อีเมลของเจ้าหน้าที่ในทีมหาเสียงถูกแฮ็ก ซึ่งเชื่อกันว่ามีอิหร่านอยู่เบื้องหลัง ได้สร้างความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่องภายในทีมหาเสียงของทรัมป์

นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามและความกังวลในลักษณะอื่นที่ฟังดูเป็นเรื่องตลก เช่น การพบวัตถุชิ้นหนึ่งที่สำนักงานใหญ่ของทีมหาเสียงในรัฐฟลอริดาตอนใต้ ซึ่งทำให้ต้องโทรแจ้ง 911 เพราะเกรงว่าจะเป็นอุปกรณ์ดักฟัง แต่ปรากฏว่าวัตถุดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ทั่วไปทางออนไลน์ ซึ่งเป็นเพียงการแกล้งกันของคนในทีมหาเสียงเท่านั้น

ทีมงานของทรัมป์ยังคงคอยตรวจสอบภัยคุกคามต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงภัยคุกคามที่มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาว โดยพวกเขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝ่ายอิหร่านกล่าวถึงในการสื่อสารที่ถูกดักฟังได้

อิหร่านส่งสัญญาณบอกปฏิกิริยาล่วงหน้า

เจ้าหน้าที่อิหร่านเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของพวกเขาภายหลังเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้แก่ การโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

อิหร่านไม่ได้ปิดบังเจตนาที่จะขยายขอบเขตของสงครามหากเกิดการสู้รบระลอกที่ 3 ขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเผยต่อสาธารณะโดยขู่ว่าจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน แหล่งพลังงาน รวมถึงสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลที่ใช้สำหรับการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ

เจ้าหน้าที่อิหร่าน 2 ราย ซึ่งรายหนึ่งเป็นสมาชิก IRGC ให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมารวมถึงนักการทูตและบุคลากรของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อยืนยันรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการโจมตีพลเมืองอเมริกันของอิหร่าน

บรรดาเจ้าหน้าที่ปกป้องแผนการดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ สังหารเจ้าหน้าที่อิหร่านไปหลายสิบคนรวมถึงสมาชิกในครอบครัวบางส่วนด้วย ในมุมมองของพวกเขา สิ่งนี้ทำให้การมุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันถือเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาจะมีความสามารถในการลงมือปฏิบัติการได้จริงหรือไม่

อัตราความสำเร็จของอิหร่านลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ของการปฏิวัติ ในช่วงเวลานั้นอิหร่านลอบสังหารกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวอิหร่านไปหลายต่อหลายครั้ง

มาห์ดี โมฮัมมาดี ที่ปรึกษาอาวุโสของ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาและประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า อิหร่านมองว่าสถานการณ์สงครามในระยะต่อไปนี้เป็นเรื่องของความอยู่รอด

“เรากำลังอยู่ในช่วงที่สงครามจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และเราจะไม่ทำสงครามในรูปแบบดั้งเดิม” โมฮัมมาดีเผย “มันจะเป็นสงครามแบบอสมมาตรที่ดุเดือดและชี้ขาด โดยจะมุ่งเป้าไปที่ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของศัตรู”

Photo by SAUL LOEB / AFP

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์