คะแนนนิยมทรัมป์ต่ำสุดในประวัติศาสตร์! ดิ่งฮวบเหลือแค่ 32% โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

31 ต.ค. 2569 - 18:24

  • คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดิ่งลงเหลือเพียง 32% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในวาระที่สองของเขา และเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ศึกเลือกตั้งกลางเทอม

  • จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิวชี้ว่า “ความตกต่ำของคะแนนนิยมในระดับนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในยุคของประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อปี 1946 หรือเมื่อ 80 ปีที่แล้ว”

  • ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองต่างเห็นพ้องตรงกันว่า “พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญกับมรสุมและบรรยากาศทางการเมืองที่ยากลำบากอย่างยิ่งในเวลานี้”

คะแนนนิยมทรัมป์ต่ำสุดในประวัติศาสตร์! ดิ่งฮวบเหลือแค่ 32% โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดิ่งลงเหลือเพียง 32% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในวาระที่สองของเขา และเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ชี้ว่า

“ความตกต่ำของคะแนนนิยมในระดับนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดในยุคของประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อปี 1946 หรือเมื่อ 80 ปีที่แล้ว” 

“นี่คือคะแนนนิยมของประธานาธิบดีที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์” ปีเตอร์ เอ็นส์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวิจัยผลสำรวจ เวราไซต์ (Verasight) กล่าว 

ข้อมูลระบุว่า “ปัญหาเศรษฐกิจคือปัจจัยหลักที่ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งผลสำรวจจากสำนักข่าว AP ร่วมกับศูนย์วิจัยกิจการสาธารณะนอร์ก (AP-NORC) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาพบว่า : 

  • มีผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เพียง 26% ที่สนับสนุนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเขา 
  • มีเพียง 17% เท่านั้นที่พอใจกับการรับมือปัญหาค่าครองชีพ 
  • ส่วนนโยบายทำสงครามในอิหร่านของทรัมป์ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 28%” 

“เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำขนาดนี้ เป็นเพราะเขาพยายามผลักดันนโยบายและจุดยืนที่ไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งความขัดแย้งในอิหร่านคือตัวอย่างที่ชัดเจน สาธารณชนรับรู้ว่านี่คือการตัดสินใจของทรัมป์เอง และเข้าใจว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากที่ประธานาธิบดีจะเอาตัวเองไปยืนอยู่ฝั่งเดียวกับนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยมมากมายขนาดนี้”

— ศาสตราจารย์เอ็นส์ กล่าว 

ประเด็นเหล่านี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเดินทางไปลงคะแนนเสียง โดยศูนย์วิจัยพิวพบว่า : 

  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วส่วนใหญ่ 84% ระบุว่า “‘เรื่องเศรษฐกิจ’ เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเขาในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้” 
  • ขณะที่เสียงส่วนใหญ่อีก 57% ก็มองว่า “‘นโยบายต่างประเทศ’ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงคะแนนเช่นกัน” 

ถึงแม้จะไม่มีปัจจัยเรื่องคะแนนนิยมที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ แต่โดยทั่วไปแล้ว ศึกเลือกตั้งกลางเทอมก็ถือเป็นงานหินของพรรครัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์ของรีพับลิกันในปีนี้ตกที่นั่งลำบากอย่างยิ่ง   

คะแนนนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์ส่งผลอย่างไรต่อโอกาสชนะของพรรครีพับลิกันในศึกเลือกตั้งกลางเทอม...   

(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP)
(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP)

ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองต่างเห็นพ้องตรงกันว่า

“พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญกับมรสุมและบรรยากาศทางการเมืองที่ยากลำบากอย่างยิ่งในเวลานี้” 

ผลสำรวจคะแนนนิยมในภาพรวม (Generic Ballot Polls) ซึ่งเป็นผลโพลล์ที่ถามผู้ตอบแบบสอบถามว่าพวกเขาจะเลือกพรรคใดในการเลือกตั้งกลางเทอม หรือต้องการให้พรรคใดครองเสียงข้างมากในรัฐสภาหลังวันเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า “พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน”  

นอกจากนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก PBS News/NPR/Marist ยังตอกย้ำด้วยว่า “ผู้ลงคะแนนฝั่งเดโมแครตมีความกระตือรือร้นที่จะออกไปใช้สิทธิในศึกเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มากกว่าฝั่งรีพับลิกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 91% ต่อ 86%” 

พรรครีพับลิกันถึงกับต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาพื้นที่ฐานเสียงที่เคยเหนียวแน่นในกลุ่มรัฐสีแดง (Staunchly Red States) รวมถึงในรัฐเท็กซัส ซึ่งผลโพลระบุว่า “เจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำ เคน แพกซ์ตัน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันอยู่เล็กน้อย” 

“ผมคิดว่าเราสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญกับศึกหนักในคูหาเลือกตั้ง เราคาดว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะสูญเสียเก้าอี้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และคำถามสำคัญคือ พวกเขาจะสูญเสียเก้าอี้มากพอจนถึงขั้นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภาเลยหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้มีโอกาสเป็นไปได้อย่างสิ้นเชิง และเรื่องนี้เกี่ยวข้องทั้งกับคะแนนนิยมของทรัมป์ที่ต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบตามสถิติ รวมถึงการจัดวางตัวผู้สมัครที่ลงแข่งขันในครั้งนี้ด้วย”

— คอสตัส พานาโกปูลอส ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ และคณบดีฝ่ายวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ในสหรัฐฯ กล่าว 

แต่ศาสตราจารย์พานาโกปูลอสก็มองว่า “แม้ตามปกติแล้วพรรคที่ครองทำเนียบขาวมักจะสูญเสียเก้าอี้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพรรคฝ่ายค้านจะสามารถกวาดเก้าอี้ได้มากพอที่จะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเสมอไป เพราะการพลิกขั้วเสียงข้างมากในทั้งสองสภานั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากมาก” 

ศาสตราจารย์เอ็นส์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ผลโพลล์ทั้งในส่วนของคะแนนนิยมประธานาธิบดีและความตั้งใจในการลงคะแนนเสียง เป็นเพียง ‘ภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง’ และเป็นเพียง ‘กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทน’ ของผู้ที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิหรือผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งแล้วเท่านั้น” 

“เราไม่มีทางรู้เลยจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งจริงว่าใครจะออกไปลงคะแนนเสียงแน่นอนบ้าง ผลการเลือกตั้งจึงอาจไม่ได้ออกมาตรงกับสิ่งที่เราคาดการณ์จากโพลล์แบบเป๊ะ ๆ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าใครจะออกไปใช้สิทธิบ้างจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง”

— ศาสตราจารย์เอ็นส์ กล่าวทิ้งท้าย 

(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP) 

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์