ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง” ซึ่งทำให้รัฐบาลทรัมป์มีเวลาอีก 60 วันในการใช้กำลังทหารในภูมิภาคดังกล่าวโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา
ในจดหมายที่ส่งถึงรัฐสภาลงวันที่ 10 กรกฎาคมระบุว่า “การโจมตีทางอากาศที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม ถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบของข้าพเจ้า ในการปกป้องชาวอเมริกันและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในและต่างประเทศ”
สงครามที่ปะทุขึ้นสลับกับหยุดยิงเป็นระยะนี้ กลายเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับทรัมป์ในการหาทางยุติ เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังแย่งชิงการควบคุมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็กำลังรู้สึกหัวเสียอย่างมากที่ไม่สามารถเจรจาสันติภาพกับอิหร่านได้สำเร็จ ส่วนสมาชิกพรรครีพับลิกันก็เริ่มนั่งไม่ติด เพราะกลัวว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามครั้งนี้ จะทำให้พรรคโดนประชาชนรุมตำหนิจนแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ยกระดับการกดดันทางทหารต่ออิหร่านขึ้นไปอีกขั้น โดยประกาศว่า “สหรัฐฯ จะกลับมาปิดล้อมน่านน้ำ และจะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือทุกจำพวกที่แล่นผ่านเส้นทางน้ำนี้”
การแจ้งเตือนต่อรัฐสภาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ประกาศว่า “ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 2 เดือนกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว” โดยข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน แต่ก็ง่อนแง่นมาตั้งแต่ต้นเนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงเปิดฉากโจมตีใส่กันบ่อยครั้ง แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะย้ำอยู่ตลอดว่าสงครามเต็มรูปแบบยังไม่ได้เริ่มขึ้นใหม่ก็ตาม
เจ้าหน้าที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า “กองทัพอเมริกันได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านไปแล้วมากกว่า 300 แห่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลอิหร่านยังคงเดินหน้าคุกคามในบริเวณช่องแคบดังกล่าว”
“เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม ภายใต้คำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด การโจมตีเหล่านี้จะยังคงสร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อกองทัพอิหร่าน และจะลดขีดความสามารถของพวกเขาในการโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเรือพาณิชย์ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”
— CENTCOM ระบุในแถลงการณ์
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม ทรัมป์เคยแจ้งต่อรัฐสภาว่า สงครามที่เปิดฉากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ได้ ‘สิ้นสุดลงแล้ว’ ซึ่งการประกาศดังกล่าวทำให้เงื่อนไขทางกฎหมายเรื่องเส้นตาย 60 วัน ที่บีบให้ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารหากไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
ในตอนนั้น ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน ถูกขยายเวลาออกไปไม่มีกำหนด ซึ่งทำเนียบขาวเอามาใช้เป็นข้ออ้างว่า “สงครามได้ยุติลงแล้ว” ทำให้เส้นตาย 60 วันที่กฎหมายกำหนดไว้ถูกรีเซ็ตหรือหยุดนับถอยหลังไป
แต่สมาชิกรัฐสภาฝั่งค้านสงครามโต้กลับทันทีว่า “ทำเนียบขาวตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง เพราะในความเป็นจริง กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลเพื่อบีบบังคับอิหร่านอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีการเปิดฉากยิงถล่มกันครั้งใหญ่ก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม การแจ้งเตือนรอบใหม่นี้จะทำให้ความพยายามของรัฐสภาที่จะหยุดยั้งสงครามในอิหร่านยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น
“กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการขั้นต่อไปตามความจำเป็น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีต่อสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตร และเพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะยุติการเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และพันธมิตรของเรา”
— ทรัมป์เขียนทิ้งท้ายไว้ในจดหมายที่แจ้งต่อรัฐสภา
(Photo by SAUL LOEB / AFP)





