ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่า เขาคิดว่า “ถึงเวลาแล้วที่ยูเครนจะมีประธานาธิบดีคนใหม่” หลังประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงซื้อขายน้ำมันดีเซลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย
ผู้นำยูเครนเตือนว่า ข้อตกลงใหม่ที่รัสเซียจะขายน้ำมันดีเซลหลายล้านตันให้สหรัฐฯ จะทำให้รัสเซียมีเงินมาทำสงครามกับยูเครน และบอกว่า ข้อตกลงนี้เป็นของขวัญสำหรับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบริเวณด้านหน้าทำเนียบขาวว่า เซเลนสกี “ต้องการสร้างปัญหาให้โลก” ด้วยการเดินหน้าอนุมัติให้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย
“เขาควรจะหยุดซะที” ทรัมป์กล่าว และเสนอแนะว่า ยูเครนควร “หาผู้นำคนใหม่ที่สามารถเจรจาตกลงกันได้”
นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ประเทศยูเครนก็อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลให้การจัดการเลือกตั้งถูกระงับไป
ปริมาณเชื้อเพลิงทั่วโลก รวมถึงน้ำมันดีเซล ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่านที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 1 ใน 5 ของปริมาณการขนส่งทั่วโลก
รัสเซีย (ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่) และยูเครน ต่างยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบขนส่งของอีกฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ในตลาดพลังงานให้ตึงเครียดยิ่งขึ้น
“เราบอกไปว่า ‘คุณจะทำอะไรกับรัสเซียก็ได้ แต่อย่าไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน’ เพราะนั่นจะก่อให้เกิดปัญหาระดับโลกตามมา” ทรัมป์เผย “เขาอาจจะทำข้อตกลงได้หลายอย่าง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เขากลับไม่เคยทำเลย”
คิริลล์ ดมิทรีฟ ทูตพิเศษของปูติน กล่าวถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่า “เป็นสัญลักษณ์และเป็นประวัติศาสตร์” โดยระบุว่า ยูเครน “ต้องการผู้นำที่มุ่งเน้นสันติภาพอย่างแท้จริง”
ทรัมป์ยืนยันเมื่อวันศุกร์ว่า บรรลุข้อตกลงกับรัสเซียในการระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซียจนถึงวันที่ 7 เมษายน
เซเลนสกีแสดงความเห็นตอบโต้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดช่องให้รัสเซียระดมทุนเพื่อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่มาใช้ในการทำสงครามต่อไปได้
นอกจากนี้ เซเลนสกียังกล่าวหารัสเซียด้วยว่า มองข้อตกลงนี้เป็นสัญญาณไฟเขียวให้สู้รบและทิ้งระเบิดโจมตีเมืองต่างๆ ต่อไปได้ หลังจากที่เพิ่งเกิดเหตุโจมตีครั้งใหม่ที่เมืองซาโปริซเซียซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต
ข่าวเรื่องข้อตกลงดีเซลระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียยังถูกวิพากษ์วิจารณ์โดย คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของสหภาพยุโรป ซึ่งกล่าวในทำนองเดียวกับเซเลนสกีว่า การระงับมาตรการคว่ำบาตร “ทำให้มอสโกมีรายได้มากขึ้นเพื่อใช้ทำสงคราม” และว่า “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะลดแรงกดดันต่อรัสเซีย และยุโรปจะไม่ทำเช่นนั้น”
คัลลาสเผยอีกว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของยุโรปตั้งใจจะอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดต่อรัสเซียในวันจันทร์นี้
ข้อตกลงกับรัสเซียเป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม หลังจากต้องรับมือกับผลกระทบทางการเมืองจากสงครามอิหร่านมาหลายเดือน
ความขัดแย้งดังกล่าวซึ่งปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อคะแนนนิยมของเขาในสายตาชาวอเมริกันที่ต้องแบกรับภาระจากราคาหน้าปั๊มที่แพงขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในวงกว้าง
ข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ปัจจุบันราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ย 5.94 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว และ 3.68 ดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา
ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัสเซียจะระบายน้ำมันดีเซลล็อตแรกจำนวน 300,000 ตันเข้าสู่ “ตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก” ตามด้วยอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน
ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า จะมีการส่งมอบเพิ่มอีก 1 ล้านตันตามมา และอีก 3 ล้านตัน “ภายในระยะเวลาอันสั้น” แต่เขาก็ตั้งข้อสังเกตว่า การส่งมอบดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ “สภาพของโรงกลั่นน้ำมันดีเซล” ของพวกเขาด้วย
ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรงถึง 2 ระลอกทั่วประเทศ อันเป็นผลมาจากการที่โดรนของยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลในรัสเซียลดลงประมาณ 30%
Photo by HANDOUT / UKRAINIAN PRESIDENTIAL PRESS SERVICE / AFP





