รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่หนึ่งในอดีตผู้พิพากษาของ ICC เพิ่งคว้ารางวัลโนเบลสาขา ‘สันติภาพ’ 2026 ซึ่งการเดินเกมครั้งนี้ส่งผลให้สหรัฐฯ เปิดฉากเผชิญหน้าทางการทูตกับกลุ่มพันธมิตรยุโรปโดยตรง
ขณะที่ทาง ICC ออกมาประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างรุนแรงว่า “ไม่ต่างอะไรกับการทำลายหลักนิติธรรมและสั่นคลอนรากฐานของระเบียบกฎหมายสากล” พร้อมทั้งส่งสัญญาณเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทั้ง 125 รัฐ ร่วมกันแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของ ICC
“ศาลไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยลำพัง ชะตากรรมของศาลในเวลานี้ขึ้นอยู่กับบรรดาประเทศผู้ร่วมก่อตั้งด้วยเช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการรักษาความมั่นคงของระเบียบโลกที่ยึดโยงอยู่บนหลักนิติธรรม ซึ่งประวัติศาสตร์จะเป็นเครื่องพิพากษาช่วงเวลานี้เอง”
— ICC ระบุในแถลงการณ์
ความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับ ICC นั้นมีมาอย่างยาวนาน โดยในอดีต สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการคว่ำบาตรเล่นงานทั้งอัยการและผู้พิพากษาของศาลแห่งนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
อย่างไรก็ดี มาตรการล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก และนับเป็นการเปิดฉากโจมตีองค์กรที่จัดตั้งโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากครอบคลุมไปถึงการลงโทษบริษัทภาคเอกชนที่ให้บริการแก่ตัวศาลด้วย ทั้งนี้ แม้ในอดีต สหรัฐฯ จะเคยร่วมลงนามในธรรมนูญกรุงโรมซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้ง ICC แต่จนถึงปัจจุบัน ทำเนียบขาวก็ไม่เคยให้สัตยาบันยอมรับอำนาจศาลอย่างเป็นทางการเลย
“ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่มีวันยอมให้ ICC ดำเนินคดีกับชาวอเมริกันอย่างเด็ดขาด นั่นคือเหตุผลที่ในวันนี้ (9 ต.ค.) สหรัฐฯ กำลังดำเนินการคว่ำบาตร ICC โดยเราจะสั่งห้ามการทำธุรกรรมทั้งหมดกับศาลนอกรีตแห่งนี้ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำให้ความสามารถในการดำเนินงานของศาลต้องเป็นอัมพาต”
— มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แจ้งรายละเอียดว่า “มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะมีการกำหนดระยะเวลาผ่อนผันในเบื้องต้นเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมทั้งเปิดช่องสำหรับข้อยกเว้นบางประการเพื่อให้ธุรกรรมบางประเภทยังคงดำเนินต่อไปได้ชั่วคราว อาทิ ระบบโทรคมนาคม ซอฟต์แวร์ การจ่ายเงินบำนาญ ตลอดจนธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ถูกคุมขัง”
“โครงสร้างของมาตรการคว่ำบาตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ศาลฯ และบรรดาประเทศสมาชิก มีโอกาสหันมาจัดการกับข้อกังวลของสหรัฐฯ...มาตรการดังกล่าวจะถูกปรับระดับความเข้มข้นขึ้นอีก หากข้อเรียกร้องของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงถูกเพิกเฉย” รูบิโอ ระบุ
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ออกมาประณาม ICC อย่างรุนแรงนั้น มาจากการที่ศาลออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ซึ่งรวมถึง นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ประกอบกับการเปิดฉากสอบสวนพฤติกรรมของกองทัพอเมริกันในอัฟกานิสถาน แม้ว่าในเวลาต่อมา ทาง ICC จะระบุว่า “คดีของทหารสหรัฐฯ นั้นถูก ‘ลดความสำคัญลงไปแล้ว’ ก็ตาม”
“มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้มีเจตนาที่จะทำลายหลักนิติธรรมในระดับสากล รวมถึงขัดขวางการทำงานของสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระ ภารกิจของเราจะยังคงดำเนินต่อไปในทุกสถานการณ์ ทั้งในส่วนของการสืบสวนและการฟ้องร้องดำเนินคดี”
— นาซฮัต ชามีม ข่าน รองอัยการของ ICC กล่าวกับสำนักข่าว Reuters
ขณะที่ คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือนนี้จะช่วยเปิดช่องให้เกิดการเจรจาขจัดข้อบาดหมาง แต่กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็ยังมีกลไกและทางเลือกอื่น ๆ อีกมากที่จะรับประกันว่า ICC จะสามารถปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ต่อไปได้”
(Photo by MANDEL NGAN / AFP)





