วงในเผยสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 พร้อมกำลังพลกว่า 9 พันนายปิดล้อมน่านน้ำอิหร่าน ทรัมป์ลั่น “ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม”

3 ต.ค. 2569 - 11:40

  • สหรัฐฯ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 มุ่งหน้าสู่น่านน้ำรอบประเทศอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8

  • ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะยกระดับการสู้รบ หรือเลือกใช้แนวทางทางการทูต

  • กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี ‘USS Theodore Roosevelt’ ได้เดินทางออกจากฐานทัพในเมืองแซนดีเอโกแล้วเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยกองกำลังยกพลขึ้นบกทางทะเล เมคิน ไอส์แลนด์ ที่เดินทางตามไปติด ๆ ในวันถัดมา

วงในเผยสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 พร้อมกำลังพลกว่า 9 พันนายปิดล้อมน่านน้ำอิหร่าน ทรัมป์ลั่น “ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม”

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า “สหรัฐฯ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 มุ่งหน้าสู่น่านน้ำรอบประเทศอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 8 ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะยกระดับการสู้รบ หรือเลือกใช้แนวทางทางการทูต”  

กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี ‘USS Theodore Roosevelt’ ได้เดินทางออกจากฐานทัพในเมืองแซนดีเอโกแล้วเมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ย.) ที่ผ่านมา พร้อมด้วยกองกำลังยกพลขึ้นบกทางทะเล เมคิน ไอส์แลนด์ (Makin Island Marine Expeditionary Force) ที่เดินทางตามไปติด ๆ ในวันถัดมา ซึ่งมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลางในขณะนี้ โดยมีกำลังพลรวมกันมากกว่า 9,000 นาย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเรือประจำกองเรือมากกว่า 7,000 นาย และกำลังพลนาวิกโยธินอีกกว่า 2,000 นาย 

“ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ สหรัฐฯ จะวางกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ และกองเรือยกพลขึ้นบกสะเทินน้ำสะเทินบกอีก 2 กลุ่ม โอบล้อมน่านน้ำรอบอิหร่านเอาไว้ ซึ่งการระดมสรรพกำลังอย่างหนาแน่นในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หากเขาตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง”

— เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติม 

การเคลื่อนทัพระลอกล่าสุดนี้เป็นการส่งทหารเพิ่มอีกหลายพันนาย พร้อมเสริมกำลังทางอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-35 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บเข้าไปอีกขั้น จากเดิมที่มีกำลังพลอเมริกันประจำการอยู่ในภูมิภาคนี้แล้วราว 50,000 นาย 

รายงานระบุว่า “เป้าหมายของการเคลื่อนทัพครั้งนี้คือการคง ‘ทางเลือกทางการทหาร’ เอาไว้ให้ประธานาธิบดีทรัมป์ โดยไม่เกี่ยงว่าผลการเจรจาทางการทูตจะออกมาในทิศทางใด ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่มีแผนที่จะถอนกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ใด ๆ ออกจากพื้นที่ แม้ว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ก็ตาม” 

“กองทัพ ‘พร้อมปฏิบัติการทันที’ หากทรัมป์มีคำสั่งให้เปิดฉากโจมตีครั้งใหม่”

— พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยัน 

ตัวของทรัมป์เองยังคงเดินหน้าส่งสัญญาณข่มขู่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News ว่า เขาเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ‘กำลังจะชนะสงคราม’ กับอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ พร้อมกับส่งนัยในถ้อยแถลงอื่น ๆ ว่า “การกลับมาใช้มาตรการทางทหารนั้น ‘มีความเป็นไปได้’” แต่เขายังปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้ เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 

นอกจากมาตรการทางทหารแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ยกระดับการกดดันทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มอุตสาหกรรมรถไฟและยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของอิหร่าน เพื่อมุ่งตัดท่อน้ำเลี้ยงและสูบรายได้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดของรัฐบาลอิหร่านให้หมดสิ้น 

(Photo by ANTHONY WALLACE / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์