ธนาคารโลกปรับสถานะเวียดนามและฟิลิปปินส์ขึ้นสู่ ‘กลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง’ (upper-middle-income status) หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วเป็นเวลาหลายปี ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในทั้งสองประเทศ
รายงานจากธนาคารโลกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ระบุว่า “ขณะนี้ระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ต่างอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงขึ้นไปทั้งหมดแล้ว”
เวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำมาตั้งแต่ปี 2009 ในขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980
ธนาคารโลกอ้างถึงโมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเวียดนาม และการขยายตัวในวงกว้างของฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่แค่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพียงภาคส่วนเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านในระดับทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามแตะระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ (1.64 แสนบาท) ขณะที่ฟิลิปปินส์แตะระดับ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐ (1.6 แสนบาท) ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารโลกกำหนดไว้สำหรับกลุ่มนี้ที่ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ (1.53 แสนบาท)
“แม้จะเผชิญกับปัจจัยกระทบทั้งในและต่างประเทศ แต่เรายังคงมุ่งมั่นผลักดันการเติบโตที่ครอบคลุม เสริมสร้างรากฐานให้แข็งแกร่ง และดำเนินงานตามแผนพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง” อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์
เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย กำลังตั้งเป้าการเติบโตประจำปีเป็นเลขสองหลักในปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจากการปฏิรูปนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และการเร่งลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเส้นทางข้างหน้าที่ยุ่งยากกว่า โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2026-2030 เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง
สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ได้เลื่อนขั้นขึ้นสู่ ‘กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง’ เช่นกัน ได้แก่ จอร์แดน ไมโครนีเซีย และศรีลังกา ส่วนโตโกได้รับการจัดอันดับใหม่จากกลุ่มประเทศรายได้ต่ำขึ้นสู่ ‘กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ’
ทั้งนี้ ธนาคารโลกระบุว่า “สัดส่วนของระบบเศรษฐกิจที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำได้ลดลงเหลือร้อยละ 11 จากเดิมร้อยละ 30 นับตั้งแต่ปี 1987”
(Photo by EZRA ACAYAN / POOL / AFP)





