ดูเหมือนว่าการกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะของเขาและทีมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ที่ประกาศสนับสนุนทรัมป์อย่างออกนอกหน้าด้วย
“ชาวอเมริกันให้คำสั่งที่ชัดเจนชัดเจนต่อ @realDonaldTrump ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในคืนนี้” มัสก์ โพสต์ข้อความบน X เมื่อช่วงดึกของวันที่ 5 พ.ย. ขณะที่ตัวทรัมป์เองก็พูดถึงมัสก์เป็นพิเศษในสุนทรพจน์ชัยชนะของเขา “เขาเป็นคนที่มีบุคลิกเฉพาะตัว เขาเป็นคนที่พิเศษ เขาเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง เราต้องปกป้องอัจฉริยะของเรา เราไม่ได้มีอัจฉริยะเหล่านี้มากมายนัก” ทรัมป์ ปราศรัยในคืนชนะเลือกตั้ง
ชัยชนะของทรัมป์ยังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Tesla พุ่งสูงขึ้น ทำให้ในตอนนี้ทรัพย์สินสุทธิของมัสก์พุ่งสูงขึ้นจนมีมูลค่าประมาณ 290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.8 ล้านล้านบาท) แถมทรัมป์ยังบอกด้วยว่า ในการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 2 เขาจะเชิญมัสก์เข้าร่วมรัฐบาลด้วย
ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มัสก์ถือเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดของทรัมป์เลยทีเดียว มีรายงานว่ามหาเศรษฐีรายนี้บริจาคเงินมากกว่า 119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุน ‘Super PAC’ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง
นอกจากนี้ มัสก์ยังใช้เวลาหลายสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งในการช่วยทรัมป์หาเสียง และรณรงค์ให้ชาวอเมริกันออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยเฉพาะในรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Swing State) ไหนจะแคมเปญแจกเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34 ล้านบาท) ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐเหล่านั้นทุกวันอีก
ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังผลเลือกตั้งออกอย่างไม่เป็นทางการว่าทรัมป์ชนะ
หุ้น Tesla ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 15% ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้น 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.02 แสนล้านบาท) เกิดเป็นคำถามที่ตามมาอีกว่า ‘แล้วหลังจากนี้ในรัฐบาลของทรัมป์สมัยที่ 2 มัสก์จะได้อะไรอีกบ้าง?’

\-มัสก์จะรวยเพิ่มขึ้นไปอีก!-
ตามข้อมูลดัชนี Bloomberg Billionaires Index เผยว่า ทรัพย์สินส่วนตัวของมัสก์ผันผวนอย่างมากตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีในรัฐบาลของไบเดน โดยสูงถึง 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) และต่ำถึง 124,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 ล้านล้านบาท)
แต่หลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของมัสก์จะสูงขึ้นอย่างมาก โดยวันเลือกตั้งพบว่า ทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่ที่ 263,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.9 ล้านล้านบาท)
\-อำนาจที่มากขึ้นของ ‘มัสก์’-
ระหว่างการหาเสียง มัสก์เสนอแคมเปญเพื่อลดภาระงานราชการและค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของรัฐบาล ซึ่งทรัมป์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มกำลัง และปราศรัยถึงเรื่องนี้เป็นประจำระหว่างการหาเสียง “ผมจะได้อีลอนมาช่วยในส่วนนี้ เขาเก่งมากในเรื่องนี้ เขาจะมาช่วยเราลดต้นทุน” ทรัมป์ปราศรัยระหว่างหาเสียงที่รัฐมิชิแกนในช่วงปลายเดือนกันยายน พร้อมบอกว่าตำแหน่งของมัสก์ก็คือ ‘รัฐมนตรีกระทรวงลดต้นทุน’ ขณะที่มัสก์พูดติดตลกว่าเขาจะเป็นหัวหน้าแผนกประสิทธิภาพของรัฐบาล หรือ DOGE เพื่อเป็นการยกย่องสกุลเงินดิจิทัลที่เขาสนับสนุนมาอย่างยาวนาน
มัสก์อ้างว่า เขาสามารถตัดงบประมาณของรัฐบาลกลางได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 68 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนี้ มัสก์ไม่ได้ระบุถึงหน่วยงานที่เขาจะประสานงานด้วย แต่ก็มักจะตำหนิหน่วยงานกำกับดูแลในรัฐบาลไบเดนที่กำกับดูแลบริษัทของเขาอยู่เสมอ เนื่องจากผลประโยชน์ทางธุรกิจของมัสก์ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ‘Tesla’ ไปจนถึงจรวด ‘SpaceX’ และชิปสมอง ‘Neuralink’ นั้นขึ้นอยู่กับกฎระเบียบ เงินอุดหนุน หรือแม้แต่แนวนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างมาก
“อีลอน มัสก์ มองว่ากฎระเบียบทั้งหมดเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจและนวัตกรรมของเขา...เขามองว่ารัฐบาลทรัมป์จะเป็นเครื่องมือในการกำจัดกฎระเบียบต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเขาจึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามต้องการและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
— อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ SpaceX คนหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าว
\-ธุรกิจหลายๆ อย่างของเขาอาจได้รับการอนุมัติ ‘ง่ายขึ้น’-

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมืองของมัสก์เกิดขึ้นหลังจากธุรกิจหลายอย่างของเขาถูกขัดขวางอยู่บ่อยครั้งในรัฐบาลไบเดน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้มัสก์ประกาศสนับสนุนทรัมป์เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่โชคชะตาของ Tesla อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของทรัมป์ต่อเงินอุดหนุน นโยบาย และโครงการกำกับดูแลที่หลากหลายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไร้คนขับ
เป้าหมายของมัสก์ก็คือ การขอให้หน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHTSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยระดับรัฐบาลกลางหลัก ชะลอการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ Tesla ที่เรียกว่า ‘Autopilot’ และ ‘Full Self-Driving'
“ในช่วง 4 ปีข้างหน้า มัสก์จะเน้นเรื่อง ‘การไม่บังคับใช้กฎหมาย’ เป็นหลัก...มัสก์อาจผลักดันให้มีการกำกับดูแลรถยนต์ไร้คนขับและรถแท็กซี่ไร้คนขับ (robotaxis) ที่ Tesla วางแผนไว้เป็นอย่างดี...” แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าว เปิดเผย
แม้ว่ามัสก์จะบ่นถึงระบบราชการที่ปิดกั้น แต่ปัจจุบัน Tesla ยังขายรถยนต์ไฟฟ้าได้เกือบ 2 ล้านคันต่อปี และ SpaceX ยังเป็นผู้นำโลกในด้านการปล่อยจรวดที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอีกด้วย
กฏระเบียบที่ผ่อนปรนมากขึ้น...
สำหรับบริษัทฝังชิปสมองอย่าง Neuralink ซึ่งที่ผ่านมา มัสก์บ่นว่ากระบวนการอนุมัติของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ทำให้บริษัทของเขาดำเนินการฝังชิปในมนุษย์ได้ล่าช้าลง จึงมีความเป็นไปได้ว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของมัสก์ในรัฐบาลทรัมป์อาจช่วยกระชับเวลาในกระบวนการอนุมัติที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบางส่วนได้
“คาดว่ารัฐบาลของทรัมป์ มัสก์จะผลักดันให้กฎระเบียบผ่อนปรนมากขึ้น...มัสก์ และ SpaceX มองว่าการที่รัฐเข้ามามีอิทธิพลเหนือบริษัทเป็นหลักฐานว่าบริษัทสามารถรับมือกับการกำกับดูแลที่น้อยลง แม้ว่า มัสก์จะไร้การควบคุม แต่ก็อาจส่งผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่ออุตสาหกรรมได้” แหล่งข่าว 4 รายของ SpaceX ที่ทราบเกี่ยวกับกลยุทธ์การกำกับดูแลของบริษัท เผย
แต่ถึงกระนั้น อดีตเจ้าหน้าที่ SpaceX คนหนึ่งก็ออกมาเตือนว่า “การผ่อนปรนกฎระเบียบในภาคส่วนที่อันตรายอย่างการสร้างจรวดนั้นอาจ ‘ส่งผลเสียต่อทุกคน’ และทำให้ภาคส่วนนี้ประสบปัญหาได้...”
Photo by ANGELA WEISS / AFP




