สื่อต่างประเทศตั้งคำถาม ‘ทำไมสถานบันเทิงไทยหนีไม่พ้นโศกนาฏกรรมเดิมๆ’

16 ก.ค. 2569 - 15:24

  • หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จนมีผู้เสียชีวิต 33 ราย บาดเจ็บ 71 ราย เมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา บรรดาเจ้าของร้าน ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาเปิดเผยกับสำนักข่าว CNA ว่า “ปัญหาเดิมๆ หลายอย่างก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่ดี”

  • “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วยตอกย้ำความรู้สึกที่เหล่านักเที่ยวราตรีในกรุงเทพฯ ต่างคิดเหมือนกันว่า โศกนาฏกรรมแบบนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และที่ไหนก็ได้ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ตลอดเวลา แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะมองข้ามมันไปเมื่อออกไปเที่ยว” นักวิเคราะห์ กล่าว

สื่อต่างประเทศตั้งคำถาม ‘ทำไมสถานบันเทิงไทยหนีไม่พ้นโศกนาฏกรรมเดิมๆ’

แม้ประเทศไทยจะเคยให้คำมั่นว่าจะยกระดับมาตรการความปลอดภัยของสถานบันเทิงยามค่ำคืนให้เข้มงวดขึ้น หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่หลายครั้งในอดีต ทว่าหลังเกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จนมีผู้เสียชีวิต 33 ราย บาดเจ็บ 71 ราย เมื่อวันอาทิตย์ (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา บรรดาเจ้าของร้าน ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญก็เปิดเผยกับสำนักข่าว CNA ว่า “ปัญหาเดิมๆ หลายอย่างก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่ดี” 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วยตอกย้ำความรู้สึกที่เหล่านักเที่ยวราตรีในกรุงเทพฯ ต่างคิดเหมือนกันว่า โศกนาฏกรรมแบบนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และที่ไหนก็ได้ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ตลอดเวลา แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะมองข้ามมันไปเมื่อออกไปเที่ยว” 

นักวิเคราะห์ กล่าว 

“แน่นอนว่าแวบแรกเลยคือ เรารู้สึกช็อกและเสียใจกับผู้เคราะห์ร้าย ครอบครัว และเพื่อนๆ ของพวกเขา แต่ความรู้สึกที่ตามมาทันทีก็คือ ‘อีกแล้วเหรอ?’ มันน่าเศร้าตรงที่เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรอีกแล้วในประเทศไทย” ฟ้า ผู้ประกอบการบาร์ในกรุงเทพฯ ที่ขอเปิดเผยเพียงแค่ชื่อเล่นเท่านั้น กล่าว 

ประเทศไทยเคยให้คำมั่นสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะยกระดับความปลอดภัยของสถานบันเทิงยามค่ำคืน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงหลายครั้ง ทว่าโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ ทำให้คนไทยต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามเดิม ๆ แบบเดียวกับที่เคยถามมาตลอดเกือบสองทศวรรษว่า “เกิดขึ้นอีกแล้วหรอ?” 

ย้อนกลับไปในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปี 2009 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นที่ ‘ซานติกาผับ’ ในย่านเอกมัยของกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 67 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 220 ราย นับเป็นเหตุไฟไหม้ไนท์คลับที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 

ผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ครั้งนั้นสรุปว่า “ต้นเพลิงน่าจะเกิดจากการจุดพลุดอกไม้ไฟภายในอาคาร ซึ่งไปจุดชนวนโฟมซับเสียงชนิดไวไฟสูงที่บุอยู่ตามเพดานและผนังห้อง จนทำให้ไฟลุกไหม้ลามอย่างรวดเร็ว” 

เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ ‘เมาน์เทน บี’ ผับในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2022 ซึ่งเพลิงได้ลุกไหม้โฟมซับเสียงชนิดไวไฟที่ติดตั้งอยู่ทั่วทั้งร้าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 26 ราย 

ส่วนผลการสอบสวนพบความบกพร่องร้ายแรงด้านความปลอดภัยหลายประการ รวมถึงประตูทางออกหนีไฟด้านหลังที่ถูกล็อกเอาไว้ ซึ่งบีบให้ลูกค้ามีเส้นทางหนีตายเหลือเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น 

หลังจากเหตุเพลิงไหม้ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐได้ออกมาให้คำมั่นว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดขึ้น ทว่ากลุ่มผู้สังเกตการณ์ระบุว่า “ข้อกังวลเดิม ๆ หลายอย่างกลับกลายมาเป็นประเด็นหลักในการสืบสวนเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้อีกครั้ง” 

“นี่คือฝันร้ายซ้ำซากที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก และในครั้งนี้ มันได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนลงอย่างย่อยยับ”

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าว

รอยแผลเป็นจากอดีต... 

   (Photo by HANDOUT / COURTESY OF KAN KUTIRAT / AFP)
(Photo by HANDOUT / COURTESY OF KAN KUTIRAT / AFP)

“ฉันยังจำเหตุการณ์ซานติกาผับได้แม่นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ตอนนั้นฉันก็เริ่มตระเวนเที่ยวสถานที่พวกนี้แล้ว และจำได้ดีว่ามันเป็นช่วงคืนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ ความรู้สึกในตอนนั้นคือ...โศกนาฏกรรมแบบนี้มันสามารถเกิดขึ้นกับผับไหนก็ได้ทั้งนั้น ชา (นามสมมติ) ผู้ประกอบการบาร์ในกรุงเทพฯ กล่าว 

ชายอมรับว่ารู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเลยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่เธอรู้ดีว่าธุรกิจนี้ดำเนินไปอย่างไร รวมถึงการขาดการบังคับใช้กฎระเบียบด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง 

เธอเล่าต่อว่า บาร์ของเธอเปิดให้บริการมาได้ราวๆ 1 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมายัง ‘ไม่เคย’ มีการเข้ามาตรวจความปลอดภัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

“ไม่มีเลย...ไม่เคยมีขั้นตอนไหนเลยที่ได้รับการตรวจเช็กและเซ็นอนุมัติอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะจากทางเจ้าของที่ดินให้เช่า จากเจ้าของบาร์คนเก่า และไม่เคยมีตำรวจหน้าไหนเข้ามาตรวจเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ชา เล่า 

สำหรับ ‘พี’ (นามสมมติ) เจ้าของบาร์อีกรายในกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า “โศกนาฏกรรมในอดีตอย่างเหตุการณ์ซานติกาผับ ได้กลายเป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาใส่ใจเรื่องการออกแบบร้านโดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้น” 

พีเน้นย้ำว่า “มาตรการความปลอดภัยเหล่านี้ต้องใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวอักษรอยู่บนหน้ากระดาษ” อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของเขา เจ้าหน้าที่รัฐแทบจะไม่เคยเข้ามาบังคับใช้หรือตรวจสอบกฎระเบียบเหล่านี้อย่างจริงจังเลย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดเหตุซ้ำรอยอย่างกรณี ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ 

“นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่น่าหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก พวกเราทุกคนต่างเป็นคนในเจเนอเรชันที่เติบโตมาพร้อมกับข่าวไฟไหม้ซานติกาผับ ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเด็ก และได้เห็นว่าโศกนาฏกรรมครั้งนั้นว่ามันสร้างความสูญเสียร้ายแรงแค่ไหน ทั้งที่วันนั้นมันควรจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองและความสุขแท้ๆ”

พี กล่าว 

หลังจากเหตุการณ์ซานติกาผับ ในตอนนั้นหน่วยงานภาครัฐได้สั่งการให้มีการปูพรมตรวจค้นสถานบันเทิง ผับ บาร์ และไนท์คลับทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบทางหนีไฟ จำนวนการรองรับคน ใบอนุญาตประกอบกิจการ และความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ซึ่งมีการตรวจสอบสถานบันเทิงไปหลายร้อยแห่ง และมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกสั่งปิดให้บริการชั่วคราวจากการฝ่าฝืนกฎหมาย 

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ จุดเกิดเหตุที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ก็ออกมาเรียกร้อง “ให้มีการ ‘ปฏิวัติระบบ’ หรือสังคายนากระบวนการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยครั้งใหญ่เสียที” 

“มันไม่ใช่ว่าเราไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ปัญหาคือหลังจากนี้เราจะทำอย่างไรให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจังเสียที ซึ่งรัฐบาลควรจะเป็นผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้” ศ.ดร.อมร กล่าว 

ขณะที่ สง่า นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร มองว่า “ปัญหาด้านความปลอดภัยเหล่านี้ยังคงเป็นภัยที่ ‘ซุกซ่อนอยู่ใต้เงาเกลื่อน’ ในสถานบันเทิงหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มร้านที่ดัดแปลงมาจากตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์นอกจากนี้ พฤติกรรมเสี่ยงอันตรายอื่นๆ เช่น การนำแม่กุญแจมาคล้องล็อกประตูทางออกหนีไฟเพื่อป้องกันไม่ให้คนแอบลักลอบเข้าออกร้าน ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป” 

“สิ่งนี้เปรียบเสมือนเพชฌฆาตเงียบที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้ามไป เพียงเพราะต้องการความสะดวกสบายชั่วคราว หรือเกิดจากความมักง่ายและละเลยอย่างสิ้นเชิง” สง่า กล่าว 

ในระยะสั้น สง่าคาดการณ์ว่า บรรดาร้านค้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องจะต้องได้รับผลกระทบจากขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่ร้านอื่นๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะต้องถูกสั่งปิด 

อย่างไรก็ตาม บททดสอบที่แท้จริงจะตามมาหลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไปและความสนใจของสังคมเบนไปเรื่องอื่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ‘ทุกอย่างจะค่อยๆ เงียบหายไปกับสายลม’ 

“นี่คือจุดอ่อนเรื้อรังของประเทศเรา กฎหมายที่มีอยู่นั้นมีความครอบคลุมและดีมากอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปปรับเพิ่มความเข้มงวดหรือเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่เลย สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และใช้งานได้จริง นั่นคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียม ไม่ใช่แห่กันมาทำแค่ในช่วงหลังเกิดโศกนาฏกรรมทันทีทันใดเท่านั้น” 

สง่า กล่าว 

(Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์