คลังยัน QSNCC พร้อมต้อนรับเวที “โอลิมปิกทางการเงิน 2026" IMF-World Bank Group Annual Meetings ปักหมุดไทยบน Spotlight โลก

9 ต.ค. 2569 - 20:24

  • เจ้าภาพระดับโลก: ไทยส่งมอบ QSNCC พร้อม 100% ต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจ-การเงินกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตโลก

  • กระตุ้นเศรษฐกิจทันที: คาดสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ 1,050–2,250 ล้านบาท พร้อมเปิดประตูรับการลงทุน FDI ในกลุ่ม AI และ EV

  • ชู Soft Power & Green Meeting: จัดเต็มอัตลักษณ์ไทย ผ้าไทย 28 ชุมชน อาหาร GI และระบบไร้คาร์บอนด้วยรถ EV กว่า 320 คัน

คลังยัน QSNCC พร้อมต้อนรับเวที “โอลิมปิกทางการเงิน 2026"  IMF-World Bank Group Annual Meetings ปักหมุดไทยบน Spotlight โลก

ไทยเตรียมต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ ร่วมประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 12–18 ต.ค. นี้ หลัง QSNCC พร้อมส่งมอบพื้นที่เต็มรูปแบบ คาดสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศสูงสุด 2,250 ล้านบาท พร้อมใช้เวทีโลกโชว์ศักยภาพลงทุน AI, EV โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด

ประเทศไทยเตรียมก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจการเงินระดับโลกอีกครั้ง กับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านสถานที่ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และนายณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการ สศค. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมของ QSNCC ก่อนส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank)

การประชุมครั้งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” เนื่องจากเป็นเวทีสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และผู้แทนจากนานาประเทศจะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวมาแล้วในปี 2534

รัฐบาลชูเวที IMF–World Bank สร้างความเชื่อมั่น ดึงโอกาสลงทุนเข้าไทย

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพต่อสายตาประชาคมโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และวัฒนธรรมไทย

รัฐบาลต้องการใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพและเชื่อมโยงกับเครือข่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถต่อยอดการเติบโตในระยะยาว

สำหรับผลทางเศรษฐกิจระยะสั้น การประชุมคาดว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยประมาณ 1,050–2,250 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000 คน ซึ่งคาดว่าจะพำนักในประเทศไทยเฉลี่ย 7–10 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000–15,000 บาทต่อคนต่อวัน

เม็ดเงินดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว การเดินทาง และสินค้าชุมชน ขณะที่ผลประโยชน์ระยะยาวอยู่ที่การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รัฐบาลเตรียมนำเสนอความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Imf-world-bank-group-qsncc-SPACEBAR-Photo04.jpg

QSNCC ยกระดับระบบความปลอดภัย–ถ่ายทอดสด มาตรฐานอีเวนต์โลก

ด้านความพร้อมในการจัดประชุม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้เตรียมระบบบริหารจัดการและเทคโนโลยีรองรับงานขนาดใหญ่ โดยมีศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดที่ผู้จัดงานระบุว่ามีมาตรฐานเดียวกับอีเวนต์ระดับโลก เช่น FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ด้านความปลอดภัย มีการประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดระบบคัดกรองพื้นที่หลายชั้น (Security Zoning) พร้อมจุดตรวจ X-ray จำนวน 17 จุด และเครื่องตรวจแบบ Walk-through จำนวน 19 จุด ตลอดจนเชื่อมโยงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) และจัดกำลังดูแลความปลอดภัยครอบคลุมโรงแรมที่พักทางการสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง

ดร.เอกนิติระบุว่า การเตรียมความพร้อมดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และสะท้อนศักยภาพของไทยในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และความปลอดภัย

Imf-world-bank-group-qsncc-SPACEBAR-Photo13.jpg

ชู Soft Power ไทย เชื่อมวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ

นอกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีแล้ว ประเทศไทยยังนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยผ่านแนวคิด Thai Hospitality ที่ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความอบอุ่น และการต้อนรับอย่างพิถีพิถัน

ภายใน QSNCC มีการตกแต่งด้วยผ้าไทย 40 ลาย จาก 21 จังหวัด ครอบคลุม 28 ชุมชน อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถ รวมถึงกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ และผลงานประติมากรรม Impact Piece Sculpture ซึ่งนำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่สื่อถึงความร่วมมือและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการนำวัตถุดิบและสินค้าอัตลักษณ์ไทย รวมถึงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) มารังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ กาแฟ “AM Brew” ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟไทย และ “ชาไทย by QSNCC” เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ด้านรสชาติและวัตถุดิบของประเทศสู่ผู้แทนจากนานาชาติ

การนำเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมใช้การประชุมระดับโลกเป็นช่องทางเผยแพร่ Soft Power ของไทยในวงกว้าง

Imf-world-bank-group-qsncc-SPACEBAR-Photo03.jpg

Green Meeting ใช้ EV กว่า 320 คัน ลดคาร์บอนกว่า 95.8 ตัน

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยและ QSNCC ให้ความสำคัญกับการจัดประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Green Meeting โดยมุ่งลดผลกระทบจากการจัดงานผ่านมาตรการที่ดำเนินการได้จริง

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการจัดบริการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมกว่า 320 คัน สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 9,580 ต้นในระยะเวลา 1 ปี ตามข้อมูลของผู้จัดงาน

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้กระดาษด้วยระบบประชุมดิจิทัล (Paperless) และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ในการจัดเลี้ยง เพื่อให้การประชุมขนาดใหญ่สามารถดำเนินไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Imf-world-bank-group-qsncc-SPACEBAR-Photo21.jpg

Thailand Pavilion ชู 3 จุดแข็งไทย ดิจิทัล–รับมือโลกร้อน–เศรษฐกิจสุขภาวะ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Thailand Pavilion นิทรรศการที่นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. Digital Public Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นำเสนอความก้าวหน้าของระบบชำระเงินดิจิทัลของไทย เช่น PromptPay และการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน ตลอดจนการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงบริการทางการเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

2. Climate Resilience: การรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

นำเสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้ข้อมูลและแผนที่เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ

3. Longevity: สุขภาพและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน

สะท้อนจุดแข็งของไทยด้านระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะ ตั้งแต่ระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย ไปจนถึงการแพทย์แม่นยำและอุตสาหกรรม Wellness ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ทั้ง 3 ประเด็นสะท้อนแนวทางที่ประเทศไทยต้องการนำเสนอต่อประชาคมโลก ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ศักยภาพด้านสุขภาพเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เชื่อมแนวพระราชดำริกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ภายในงานยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” นำเสนอแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่มีส่วนวางรากฐานความเข้มแข็งของประเทศไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาของนิทรรศการเชื่อมโยงกับประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง โดยมุ่งถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์การพัฒนาของไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีนานาชาติ

ดร.วินิจกล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในทุกมิติเป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ และมุ่งให้การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เป็นเวทีเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ นวัตกรรม โอกาสการลงทุนใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

Imf-world-bank-group-qsncc-SPACEBAR-Photo18.jpg

สำหรับผู้สนใจติดตามรายละเอียดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings สามารถดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์

https://www.am2026thailand.go.th และ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์