สรท.จี้รัฐเร่งแก้ 'คลังสินค้าสุวรรณภูมิ' หวั่นกระทบส่งออกไทย เล็งยื่น ‘คมนาคม’ พรุ่งนี้!

29 ก.ย. 2569 - 18:13

  • คลังสินค้าสะดุดกระทบส่งออก: ฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า การบินไทย ประกาศชะลอรับสินค้าขาออกช่วง 29 ก.ย. – 3 ต.ค. 2569 จนสายการบินงดรับสินค้าชั่วคราว เสี่ยงทำส่งออกตกเครื่องและส่งมอบล่าช้า

  • สะสมจากปัญหาเชิงโครงสร้าง: แม้มีปัจจัยกระตุ้นจากภัยพิบัติใน กทม. และปริมณฑล แต่สาเหตุหลักมาจากปริมาณสินค้าเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบตามมาตรฐาน ICAO ของ CAAT จนเกิดคอขวด

  • สรท. เสนอ 4 ทางออกยั่งยืน: จี้ AOT-CAAT เพิ่มพื้นที่และผ่อนปรนขั้นตอน เร่งลงทุนเครื่องมือตรวจจับระเบิด (ETD/EDD) จัดตั้งศูนย์ตรวจนอกสนามบิน (Off-site Screening) ผลักดันมาตรฐาน KC/RA และเชื่อมระบบดิจิทัล NCCS บริหารคิวรถบรรทุก

สรท.จี้รัฐเร่งแก้ 'คลังสินค้าสุวรรณภูมิ' หวั่นกระทบส่งออกไทย เล็งยื่น ‘คมนาคม’ พรุ่งนี้!

ปัญหาความแออัดในพื้นที่คลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่อชนเพดานวิกฤตอีกครั้ง หลังฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรายใหญ่ ประกาศขอความร่วมมือผู้ใช้บริการให้ “จำกัดและชะลอปริมาณการนำส่งสินค้าขาออก” ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2569 เพื่อระบายสินค้าคงค้าง ส่งผลให้หลายสายการบินต้องประกาศงดรับบรรทุกสินค้าส่งออกชั่วคราว กระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้คู่ค้าปลายทางได้ตามกำหนด

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) โดย 'ธนากร เกษตรสุวรรณ' ประธาน สรท. เปิดเผยว่า แม้ชนวนเหตุลัดวงจรล่าสุดจะมาจากเหตุภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ทำให้พนักงานไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ แต่ในความเป็นจริง คลังสินค้าสุวรรณภูมิเผชิญ “ปัญหาความแออัดเชิงโครงสร้าง” มาอย่างยาวนาน

ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการขนส่งทางอากาศที่เติบโตขึ้นทุกปี สวนทางกับพื้นที่คลังสินค้าที่มีจำกัด ขณะเดียวกัน การที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ได้กลายเป็นอีกหนึ่งคอขวดสำคัญ จนทำให้สินค้าขาออกเสี่ยงตกเครื่อง ส่วนสินค้าขาเข้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต บางกรณีต้องใช้เวลารอนำออกยาวนานถึง 7 วันทำการ

เพื่อแก้ปัญหาคลังสินค้าแออัดอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด สรท. ในฐานะตัวแทนผู้ส่งออกไทย ได้ยื่นข้อเสนอแนะ 4 ข้อสำคัญ ต่อรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

1. เร่งบรรเทาความแออัดในระยะสั้น

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับสินค้าเพิ่มเติมเป็นการด่วน ขณะที่ CAAT ควรพิจารณาผ่อนปรนและลดหย่อนขั้นตอนทางเอกสารเท่าที่ไม่กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยสากล เพื่ออำนวยความสะดวกให้การไหลของสินค้าคล่องตัวขึ้น

2. ลงทุนเทคโนโลยีความปลอดภัย & เพิ่มศูนย์ตรวจนอกสนามบิน

สนับสนุนการลงทุนเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัยและเพียงพอ เช่น เครื่องตรวจจับร่องรอยสารระเบิด (ETD) และ สุนัขตรวจค้นวัตถุระเบิด (EDD) ควบคู่ไปกับการจัดหาพื้นที่คลังสินค้าแห่งใหม่ หรือการจัดตั้ง “ศูนย์ตรวจความปลอดภัยนอกท่าอากาศยาน (Off-site Screening)” เพื่อให้สินค้าที่ผ่านการตรวจและซีลแล้ว สามารถวิ่งเข้าช่องทางพิเศษ (Green Lane) ในสนามบินได้ทันที โดยไม่ต้องจอดรอคิวตรวจซ้ำซ้อน

3. ยกระดับการรับรองมาตรฐาน KC และ RA ทั้งซัพพลายเชน

เร่งรัดโครงการตามมาตรฐาน ICAO ให้ผู้ส่งออกได้รับรองเป็น Known Consignor (KC) และผู้ให้บริการขนส่งได้รับการรับรองเป็น Regulated Agent (RA) โดยภาครัฐต้องเพิ่มจำนวนผู้ตรวจประเมิน ให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในการลงทุนอุปกรณ์ และศึกษาแนวทางให้ SME ขอรับรอง RA ได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่อง X-Ray เอง เพื่อลดต้นทุนและกระจายการรับรองให้ครอบคลุมทั้งระบบ

4. เชื่อมระบบข้อมูลดิจิทัล NCCS บริหารจราจรสินค้า Real-time

เร่งพัฒนาระบบ National Cargo Community System (NCCS) เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมข้อมูล เช่น การแจ้งเตือนสถานะสินค้าขาเข้าแบบ Real-time เพื่อให้รถบรรทุกมารับสินค้าได้ตรงเวลา ไม่ต้องจอดแช่รอ รวมถึงใช้ระบบจองคิวออนไลน์ (Online Slot Reservation) สำหรับรถบรรทุกเข้า-ออก เพื่อกระจายความหนาแน่น และช่วยให้กรมศุลกากรจัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าในแต่ละช่วงเวลา

สรท. ยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ การบินไทย สายการบิน และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อยกกระดับระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยให้มีประสิทธิภาพ และรองรับการเติบโตของภาคการส่งออกในระยะยาวอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์