‘เอกนัฏ’ พบจุดน้ำมันรั่วพระราม 3
สั่ง 2 บริษัทเจ้าของระบบท่อรับผิดชอบ แก้ไข-ฟื้นฟู-เยียวยาความเสียหาย
กรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา ซึ่งก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งควบคุมการแพร่กระจายของน้ำมัน พร้อมสูบของเหลวปนเปื้อนออกจากระบบแล้วกว่า 22,000 ลิตร ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบหาต้นตอของการรั่วไหล ล่าสุดพบจุดรั่วแล้ว
วันที่ 9 กันยายน 2569 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์บริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 พร้อมตรวจสอบแนวระบบท่อในพื้นที่โดยละเอียด ก่อนขุดค้นจนพบจุดที่น้ำมันรั่วไหล
การพบจุดรั่วดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของน้ำมันได้อย่างชัดเจน โดยภารกิจหลักในช่วงแรกคือการควบคุมการปนเปื้อนและป้องกันไม่ให้น้ำมันแพร่กระจายเข้าสู่ระบบระบายน้ำและแหล่งน้ำสาธารณะ
สำหรับการควบคุมสถานการณ์ที่ผ่านมา กทม.ได้บล็อกระบบท่อระบายน้ำเป็นช่วงๆ วางอุปกรณ์ดูดซับน้ำมัน และเร่งสูบของเหลวปนเปื้อนออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสูบเก็บน้ำมันตกค้างได้แล้วประมาณ 22,000 ลิตร ก่อนนำไปขนย้าย บำบัด และกำจัดตามกระบวนการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
‘เอกนัฏ’ สั่ง 2 บริษัทรับผิดชอบ
ภายหลังพบจุดรั่ว เอกนัฏได้สั่งการให้บริษัท บาฟล์ ขนส่งทางท่อ จำกัด และบริษัท กรุงเทพขนส่งทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด เข้ามารับผิดชอบดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

นอกจากการหยุดและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำชับให้ทั้ง 2 บริษัทดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม รวมถึงรับผิดชอบค่าชดเชยและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมด
รมว.พลังงาน ยังสั่งให้ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อประเมินผลกระทบและป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลเพิ่มเติม พร้อมให้กระทรวงพลังงานติดตามการแก้ไขและฟื้นฟูพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่
จากภารกิจ ‘หาต้นตอ’ สู่การจัดการความรับผิดชอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของการกำกับดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะระบบท่อใต้ดินซึ่งหากเกิดการรั่วไหล อาจตรวจพบได้ยากและมีโอกาสส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ในระยะต่อไป ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหยุดการรั่วไหลเท่านั้น แต่รวมถึงการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหาย จุดบกพร่องของระบบท่อ มาตรฐานการบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปนเปื้อนในระบบระบายน้ำและความเสี่ยงจากไอระเหยของน้ำมัน

ก่อนหน้านี้ กทม.ระบุว่าสถานการณ์สามารถควบคุมได้ และยังไม่มีความจำเป็นต้องอพยพประชาชน ขณะที่มีการตรวจวัดไอระเหยและความเสี่ยงด้านการติดไฟอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การพบจุดรั่วในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากการ ‘ควบคุมเหตุเฉพาะหน้า’ ไปสู่การจัดการที่ต้นเหตุ และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่และการเยียวยาความเสียหายเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่กระทรวงพลังงานจะติดตามการดำเนินงานของผู้ประกอบการต่อไป




