‘เอกนิติ’ ผนึก กกร. ดัน Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจเข้า กรอ. เร่งเปลี่ยนข้อเสนอสู่การปฏิบัติ
‘เอกนิติ’ จับมือ กกร. เดินหน้า Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมายเข้ากลไก กรอ. กำหนดเจ้าภาพ-กรอบเวลา-ตัวชี้วัด คัด Quick Wins เดินคู่ปฏิรูปโครงสร้าง หวังเร่งลงทุน เพิ่มผลิตภาพ และดันเศรษฐกิจไทยโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเชื่อมข้อเสนอจากภาคธุรกิจเข้าสู่กลไกภาครัฐ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาและการลงทุนได้จริง
การหารือครั้งนี้ต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอสำหรับ 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ที่ กกร. ผลักดันเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แทนการทำงานแยกส่วน ขณะที่ภาครัฐจะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสร้างเงื่อนไขรองรับการลงทุน
เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจเข้ากลไก กรอ.
สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเชื่อมคณะทำงาน Reinvent Thailand ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจเข้ากับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของภาครัฐอย่างเป็นระบบ
แนวทางนี้จะทำให้แต่ละข้อเสนอมีหน่วยงานรับผิดชอบ สามารถกำหนดกรอบเวลาและติดตามความคืบหน้าได้ โดย กกร. และรัฐบาลจะร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอ พร้อมพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างสนับสนุนใน 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน
ดร.เอกนิติระบุว่า ภาคเอกชนเป็น ‘กองหน้า’ ของทีมเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นผู้ลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ ขณะที่ “กองกลาง” คือกลไกสนับสนุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ส่วนภาครัฐมีหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน
เป้าหมายของ กรอ. คือผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่า 3% ต่อปี ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led Growth เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมให้แตะอย่างน้อย 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้เช่นกัน
3 ระยะ ดันจาก ‘ข้อเสนอ’ สู่ ‘ลงมือทำ’
การขับเคลื่อน Reinvent Thailand แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคที่กระทบต่อภาคธุรกิจ
- Transition Now สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัวรับเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่
- Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
รัฐบาลและ กกร. จะคัดเลือกข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือ Quick Wins ควบคู่กับมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยกำหนดเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัด เพื่อให้สามารถติดตามผลได้เป็นระยะ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามเปลี่ยน Reinvent Thailand จากแพลตฟอร์มระดมความคิดเห็นไปสู่กลไกที่เชื่อมกับการตัดสินใจและการดำเนินงานของภาครัฐ โดยก่อนหน้านี้ กกร. วาง Reinvent Thailand ไว้เป็นกลไกสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและโลก
ดัน Local Champion เชื่อม SME เข้าห่วงโซ่ใหม่
อีกโจทย์ที่ ดร.เอกนิติให้ความสำคัญคือการทำให้การลงทุนและโอกาสจากตลาดโลกส่งต่อถึงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เพื่อสร้าง Local Champion และดึงธุรกิจไทยเข้าสู่ Supply Chain ของเศรษฐกิจใหม่
ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งลงทุนและยกระดับการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างสินค้าและบริการมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการตั้งแต่เกษตรกร SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ากับ OEM ผู้ค้าปลีก Technology Partners และผู้ซื้อรายใหญ่
ขณะเดียวกันจะผลักดันแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบ Traceability โครงการนำร่องในสาขาที่มีศักยภาพ รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศผ่าน Trade Mission และ Business Matching เพื่อให้โครงการต่างๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ด้านธุรกิจและการลงทุน
ผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจาก Reinvent Thailand คือการเชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอจะต้องมีเจ้าภาพ มีกรอบเวลา และติดตามผลได้ ขณะที่ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การขับเคลื่อนต้องทำให้ SMEs และธุรกิจในภูมิภาคเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้จริง โดยโจทย์สำคัญคือการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดอาเซียน
ขณะที่ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า การเติบโตของไทยต้องเดินควบคู่ทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
โจทย์ถัดไปคือ ‘ทำให้เกิดผล’
ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand รัฐบาลและ กกร. จะจัดลำดับข้อเสนอจาก 7 กลุ่มธุรกิจ โดยพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของ “กองกลาง” 4 ด้าน และมาตรการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง แบ่งเป็นทั้งมาตรการเร่งด่วนและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
สำหรับเศรษฐกิจไทย ประเด็นสำคัญของการเดินหน้าครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนข้อเสนอ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อเสนอให้กลายเป็นโครงการลงทุน การลดต้นทุน การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างงานในประเทศ
ขณะเดียวกัน การผลักดัน Reinvent Thailand ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคม ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก




