รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างต่อเนื่อง หลังยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันนับจากเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ สะท้อนกำลังซื้อที่เริ่มกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าท้องถิ่นทั่วประเทศ
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อ และสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ระบุว่า มีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26.04 ล้านราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16.53 ล้านคน
ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการมีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 3,614.79 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากประชาชน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้าทั่วประเทศ
ด้านภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมเข้าร่วมโครงการแล้ว 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไขอีก 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 3,652 ร้านค้า
นอกจากนี้ มีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและเสริมสภาพคล่องให้กับภาคค้าปลีกในช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ
“รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง”
— รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า หากโครงการสามารถรักษาโมเมนตัมการใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก




