ค้างใบสั่งจราจร ต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษี เริ่ม 1 ส.ค. 2569

1 ส.ค. 2569 - 10:11

  • เชื่อมข้อมูลใบสั่งจราจรตำรวจ-กรมการขนส่งทางบก เริ่ม 1 สิงหาคม 2569 บังคับใช้กฎหมายจราจรรูปแบบใหม่

  • ผู้มีใบสั่ง ‘ค้างชำระ’ ค่าปรับยังเสียภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้รับป้ายภาษีฉบับจริง

  • ใช้กับใบสั่งที่ออกใหม่ หลังผ่านขั้นตอนแจ้งเตือนตามกฎหมายภายใน 60-90 วัน

ค้างใบสั่งจราจร ต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษี เริ่ม 1 ส.ค. 2569

1 ส.ค. เริ่มใช้จริง ต่อภาษีรถมีใบสั่งค้าง จ่ายภาษีได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษี จนกว่าจะชำระค่าปรับ

ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ใช้รถที่ถูกออกใบสั่งจราจรและ ค้างชำระค่าปรับ จะต้องทำความเข้าใจกับมาตรการใหม่ที่หลายคนกำลังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะ ไม่ได้หมายความว่าจะ ‘ต่อภาษีรถไม่ได้’ แต่หมายถึง ยังสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ตามปกติ เพียงแต่จะยังไม่ได้รับ “เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถประจำปี (ป้ายภาษี)” ฉบับจริง จนกว่าจะชำระค่าปรับตามใบสั่งครบถ้วน

มาตรการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งจราจร เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามผู้กระทำผิด และผลักดันเป้าหมายลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย

ไม่ใช่ใบสั่งเก่าทั้งหมด แต่ใช้กับ “ใบสั่งที่เข้าสู่ระบบใหม่”

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรเข้าใจ คือ มาตรการนี้ไม่ได้ทำให้ใบสั่งเก่าทั้งหมดถูกนำมาใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569

แต่จะใช้กับ ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อน ทั้งการออกใบสั่ง การส่งหนังสือแจ้งเตือน และการแจ้งสิทธิให้ผู้กระทำผิดรับทราบ

หากยังไม่มีการชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด ข้อมูลจึงจะถูกส่งเชื่อมเข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 60-90 วันนับจากวันที่ออกใบสั่ง

นั่นหมายความว่า ผู้ที่กระทำผิดหลังวันที่ 1 สิงหาคม 2569 จะไม่ได้รับผลกระทบทันทีในวันเดียวกัน แต่จะเข้าสู่ระบบหลังดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว

แล้วคนที่มีใบสั่งค้างเดิมต้องทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่มี ใบสั่งค้างชำระอยู่ก่อนหน้านี้ ควรตรวจสอบสถานะของตนเอง เนื่องจากเมื่อข้อมูลเข้าสู่ระบบเชื่อมโยงแล้ว หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับ เมื่อถึงรอบต่อภาษีรถประจำปี แม้จะสามารถชำระภาษีได้ แต่จะยังไม่ได้รับป้ายภาษีฉบับจริงจนกว่าจะเคลียร์ค่าปรับครบทั้งหมด

ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่ง และดำเนินการชำระค่าปรับผ่านช่องทางที่หน่วยงานกำหนด หรือผ่านนายทะเบียนขนส่ง เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมเข้าสู่ระบบแล้ว

ทำไมรัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการนี้

รัฐบาลระบุว่า ประเทศไทยยังมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในระดับสูง จึงกำหนดแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565-2570 โดยตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตเหลือ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน ให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ

อีกเหตุผลสำคัญ คือการแก้ปัญหา ใบสั่งค้างชำระจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่งไม่เข้ามาชำระค่าปรับ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบจราจรและการสร้างวินัยบนท้องถนน

เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้มากขึ้น

ระบบใบสั่งรูปแบบใหม่ยังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง และหลักนิติธรรม โดยประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้อย่างครบถ้วน ก่อนตัดสินใจชำระค่าปรับ

ข้อมูลที่เปิดให้ตรวจสอบ ได้แก่
• สำเนาใบสั่ง
• หนังสือแจ้งเตือน
• หลักฐานการจัดส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ
• ข้อมูลเจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่ง

การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการรับรู้ใบสั่งของผู้ขับขี่

สิ่งที่ผู้ใช้รถควรรู้

มาตรการที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นการ ‘ห้ามต่อภาษีรถ’ แต่เป็นการเชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดชำระค่าปรับตามกฎหมาย

สำหรับผู้ใช้รถ สิ่งสำคัญคือ ตรวจสอบใบสั่งของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลา เพราะหากปล่อยให้เข้าสู่สถานะ "ค้างชำระ" เมื่อถึงรอบต่อภาษีรถ แม้จะเสียภาษีได้ตามปกติ แต่จะยังไม่ได้รับป้ายภาษีฉบับจริง จนกว่าจะดำเนินการชำระค่าปรับครบถ้วนทั้งหมด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์