ยอดขายรถยนต์สหรัฐฯ ไตรมาส 2 ผสมปนเป GM ร่วง-Toyota-Hyundai โต ท่ามกลางน้ำมันแพง
บรรดาค่ายรถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายงานยอดขายไตรมาสที่ 2 ประจำปีนี้ในวันพุธที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์ออกมาแบบปะปน ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้กระนั้น ความต้องการรถกระบะและยานยนต์ขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง
GM ยอดหล่น แต่ยังเหนือคาด
เจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) รายงานยอดขายรวม 714,896 คันในช่วงสามเดือนดังกล่าว ลดลง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทระบุว่าการยกเลิกรุ่นบางรายการเป็นปัจจัยหลักของการลดลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ชั้นนำคาดการณ์ไว้
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ GM อาทิ เชฟโรเลต ซิลเวอราโด อีวี ปรับตัวลดลง หลังจากที่กฎหมายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนเมื่อปีที่แล้วได้ยกเลิกเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทว่า GM กลับทำยอดขายเพิ่มขึ้นในกลุ่ม SUV อย่าง เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์, ทราเวิร์ส และ อีควินอกซ์ รวมถึง GMC เซียร์รา
"ธุรกิจของเราดำเนินไปได้ดี และความต้องการของลูกค้ายังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะและ SUV" — ดันแคน อัลเดรด ประธาน GM อเมริกาเหนือ
สงครามตะวันออกกลางฉุดตลาด ก่อนราคาน้ำมันพักตัวในมิถุนายน
บริษัทวิเคราะห์อุตสาหกรรม Cox Automotive ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดขายทั้งอุตสาหกรรมจะลดลง 0.5% ระบุว่าสงครามตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ โดยราคาน้ำมันพุ่งเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในช่วงส่วนใหญ่ของไตรมาส ก่อนลดลงในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้ง
เจเรมี รอบบ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Cox ระบุว่า เงินคืนภาษีจำนวนมากที่ผู้บริโภคได้รับในช่วงเวลาเดียวกันช่วยดูดซับแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้รับผลกระทบหนักเกินไป ปัจจุบันราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ยังสูงกว่าปีก่อนราว 20%
คู่แข่งรายอื่นยอดขายพอประคองตัว
โตโยต้า รายงานยอดขายรวม 673,971 คัน เพิ่มขึ้น 1.1% โดยยอดขายรถ "ไฟฟ้าไฮบริด" พุ่งขึ้น 19.5% สเตลแลนทิส เจ้าของแบรนด์จีปและแรม รายงานยอดขาย 328,284 คัน เพิ่มขึ้น 6% นำโดยรถกระบะแรม ขณะที่กลุ่มฮุนได-เกีย มียอดรวม 468,892 คัน เพิ่มขึ้น 3.4%




