จับตา 33 จังหวัดเสี่ยงภัยหลังร่องมรสุมเลื่อนลง อุตุฯ เตือน ฉ.10 สั่งเฝ้าระวังฝนหนักถึง 2 ก.ย.นี้

31 ส.ค. 2569 - 11:41

  • กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนวันนี้ 6 จังหวัดรับมือฝนหนัก (ความเสี่ยงสูง) แม่ฮ่องสอน–ตาก–บึงกาฬ–นครพนม–จันทบุรี–ตราด ฝนสะสมสูงสุด 125 มม.

  • 28 จังหวัดฝนกระจายทั้งภาคเหนือ–อีสาน–กลาง–ตะวันออก อยู่ในกลุ่มเสี่ยงฝนสะสม 35.1–65 มม.

  • อันดามันตอนบนคลื่นแรง สูง 2–3 เมตร ฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจเกิน 3 เมตร

จับตา 33 จังหวัดเสี่ยงภัยหลังร่องมรสุมเลื่อนลง อุตุฯ เตือน ฉ.10 สั่งเฝ้าระวังฝนหนักถึง 2 ก.ย.นี้

วันนี้ กทม.ฝน 70% ของพื้นที่ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตา “ฝนรอบใหม่” หลังร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังมีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้น และมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2569) ฉบับที่ 10 
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2569) ฉบับที่ 10 

 ประกาศเตือนภัย ฉบับที่ 10

สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2569) ฉบับที่ 10  ระบุว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออก และภาคตะวันออก เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่พายุดีเปรสชันบริเวณประเทศจีนตอนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ร่องมรสุมเลื่อนลง ดันฝนกลับมาเพิ่ม

ปัจจัยสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้มาจากร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ก่อนเข้าสู่พายุดีเปรสชันบริเวณชายฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังมีกำลังค่อนข้างแรงและพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

ภาพดังกล่าวทำให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้น โดยบางจุดอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และหากเกิดฝนตกสะสมต่อเนื่องก็เพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

33-provinces-at-risk-monsoon-trough-shifts-south-thailand-weather-warning-SPACEBAR-Photo01.jpg

เปิด 2 ระดับความเสี่ยง เช็กพื้นที่ไหนต้องจับตา

ข้อมูลในประกาศฉบับที่ 10 แบ่งพื้นที่ตามระดับความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยมีกลุ่มที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งคาดว่าปริมาณฝนอาจสะสมอยู่ที่ 65.1–125.0 มิลลิเมตร

ความเสี่ยงปานกลาง | ฝนสะสม 65.1–125.0 มม.

มีทั้งหมด 6 จังหวัด ได้แก่

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน และตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บึงกาฬ และนครพนม
  • ภาคตะวันออก: จันทบุรี และตราด

จังหวัดเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ควรติดตามทั้งปริมาณฝนสะสมและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่มีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดเชิงเขาหรืออยู่ใกล้ทางน้ำ

ความเสี่ยงน้อย | ฝนสะสม 35.1–65.0 มม.

อีก 27 จังหวัด อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงน้อย แต่ยังมีโอกาสเกิดฝนสะสมในระดับ 35.1–65.0 มิลลิเมตร ประกอบด้วย

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี และระยอง

ไม่ใช่แค่ฝนบนบก ทะเลก็ต้องจับตา

สถานการณ์รอบนี้ยังส่งผลต่อทะเล โดยเฉพาะ ทะเลอันดามันตอนบน ซึ่งมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูงประมาณ 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร

ส่วนอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงกว่า 2 เมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ขณะที่ เรือเล็กบริเวณอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง

กรุงเทพฯ ก็ยังมีฝน 70% ของพื้นที่

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 31 สิงหาคม มีฝนฟ้าคะนองประมาณ 70% ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25–26 องศาเซลเซียส และสูงสุด 32–35 องศาเซลเซียส

ขณะที่ภาพรวมช่วงวันที่ 31 สิงหาคม–5 กันยายน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีฝนฟ้าคะนองประมาณ 30–40% ของพื้นที่

33-provinces-at-risk-monsoon-trough-shifts-south-thailand-weather-warning-SPACEBAR-Photo02.jpg

2 กันยายนผ่านไป ฝนยังไม่จบ

แนวโน้ม 7 วันของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ช่วงวันที่ 30 สิงหาคม–2 กันยายน ไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคตะวันออก

หลังจากนั้นในช่วง 3–5 กันยายน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีแนวโน้มอ่อนกำลังลง แต่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ยังมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก

ดังนั้น ภาพอากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เดือนกันยายนจึงยังไม่ใช่จังหวะที่ฝนจะหายไปทันที แต่เป็นช่วงที่ต้องจับตา “ฝนสะสม” มากกว่าการมองเพียงฝนรายวัน เพราะพื้นที่ที่มีฝนตกต่อเนื่องอาจเผชิญผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำล้นตลิ่งได้

พายุดีเปรสชันใกล้ไต้หวัน แต่ไม่เข้าไทย

อีกหนึ่งปัจจัยที่กรมอุตุนิยมวิทยาติดตามคือ หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งจีนตอนใต้ได้ทวีกำลังขึ้นเป็น พายุดีเปรสชัน และมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น

คาดว่าพายุจะเคลื่อนเข้าใกล้เกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 2–3 กันยายน 2569 แต่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า พายุลูกนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะนี้จึงยังอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของร่องมรสุมและกำลังมรสุม ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนสะสมอยู่แล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์