ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นทั้งจำเลยและความหวังในสมรภูมิสู้โลกร้อน ขณะที่การประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ หรือ COP31 ที่ตุรกี เตรียมหยิบยกประเด็น “AI ที่รับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ” ขึ้นหารือในเดือนหน้า นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI มีศักยภาพที่ถูกมองข้ามในฐานะเครื่องมือต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก
AI กับพลังงานหมุนเวียน
ซิดดาร์ธ ซิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างความกังวลต่อระบบพลังงานและสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกัน AI ในฐานะเครื่องมือก็เปิดโอกาสสำคัญ ขึ้นอยู่กับวิธีการนำไปใช้งาน
ปัจจุบัน AI ถูกนำมาเพิ่มประสิทธิภาพระบบสายส่งไฟฟ้า ช่วยบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมถึงคาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แม่นยำขึ้น
“หากนำ AI ไปใช้ทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคขนส่งไปถึงอาคาร จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 13.5 เอกซะจูล ภายในปี 2035 ซึ่งเทียบเท่าความต้องการพลังงานรายปีของอินโดนีเซีย”
— IEA คาดการณ์
ทางด้านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อม WattTime ยังใช้ AI ช่วยกำหนดเวลาชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ตรงกับช่วงที่พลังงานสะอาดมีความพร้อมมากที่สุด

AI ปฏิวัติการพยากรณ์อากาศ
ฟลอเรียน พัพเพนแบร์เกอร์ ผู้อำนวยการทั่วไปของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) เปิดเผยว่า AI ได้ปฏิวัติการพยากรณ์อากาศอย่างแท้จริง ทำให้สามารถสร้างการคาดการณ์คุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมมาก
“AI สามารถทำให้สิ่งที่เคยต้องใช้เวลา 10 ปี ทำได้ภายใน 2 ปีเท่านั้น”
นอกจากนี้ Google ยังพัฒนาระบบที่สามารถพยากรณ์น้ำท่วมล่วงหน้าได้ถึง 7 วันในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ผ่าน AI Google Flood Hub
เจาะลึก AI กับการทำนายสภาพอากาศสุดขั้วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หัวใจสำคัญของการทำนายภัยพิบัติยุคใหม่คือการสู้กับข้อจำกัดของข้อมูลในอดีต เพราะวิกฤตโลกรวน (Climate Crisis) กำลังทำให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งโมเดลพยากรณ์แบบเดิม (Numerical Weather Prediction - NWP) มักจะมองไม่เห็นหรือไม่สามารถคาดการณ์ความรุนแรงได้แม่นยำพอ
Translocation งานวิจัยล่าสุดจาก Institute for Climate and Sustainable Growth มหาวิทยาลัยชิคาโก เดือน ต.ค. 2026 ระบุว่า AI สามารถทำนายปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว หรือ Gray Swan Events เช่น พายุหมุนทอร์นาโด หรือเหตุการณ์ฝนตกหนักทะลักทะเลทรายในดูไบ หรือคลื่นความร้อนรุนแรงในพื้นที่เมืองหนาวได้ล่วงหน้า โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบเหตุการณ์จากภูมิภาคอื่นมาปรับใช้ แม้ในพื้นที่นั้นจะไม่เคยมีข้อมูลประวัติศาสตร์ฝนตกหนักขนาดนั้นมาก่อนก็ตาม การคาดการณ์คลื่นความร้อนเพื่อสุขภาวะ รายงานจาก Rockefeller Foundation เดือน ก.ย. 2026 ชี้ว่า AI กำลังเข้ามาลดช่องว่างการเตือนภัยสุขภาพจากคลื่นความร้อน (Extreme Heat) ซึ่งช่วยให้ระบบสาธารณสุขเตรียมแผนป้องกันการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตของประชาชนได้ล่วงหน้า
3 ผลกระทบเชิงบวกของ AI ที่มีต่อการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสังคม
ยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) ช่วยให้รัฐบาลและหน่วยงานกู้ภัยในประเทศกำลังพัฒนาหรือพื้นที่เปราะบาง สามารถประกาศอพยพและเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที ก่อนที่ภัยพิบัติระดับประวัติศาสตร์จะเข้าปะทะ
การบริหารจัดการเมืองและสาธารณสุข ทำนายคลื่นความร้อนสุดขั้ว (Extreme Heatwaves) ล่วงหน้า เพื่อให้ศูนย์สาธารณสุขเตรียมแผนรับมือผู้ป่วย Heatstroke และบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสำรองสำหรับระบบทำความเย็นในเมือง
การประกันภัยและการวางผังเมือง ช่วยภาคธุรกิจและภาคเมืองประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง (Climate Resilience) เพื่อสร้างคันกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้อย่างตรงจุด
การตรวจจับก๊าซเรือนกระจก
โครงการ Climate TRACE ที่ร่วมก่อตั้งโดย กาวิน แมคคอร์มิค ใช้ดาวเทียม และ AI ติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสถานประกอบการทั่วโลก ตั้งแต่แท่นขุดเจาะน้ำมันไปจนถึงหลุมฝังกลบขยะ และช่วยให้เมืองต่างๆ สามารถจัดทำแผนรับมือสภาพภูมิอากาศได้

อย่างไรก็ตาม มาเรีย ฌูเอา ซูซา ผู้อำนวยการบริหาร Climate Change AI เตือนว่า AI ยังถูกบริษัทน้ำมันและก๊าซนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาพภูมิอากาศเช่นกัน พร้อมย้ำว่า “AI จะไม่มีวันเป็นยาวิเศษครอบจักรวาลเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบได้”





