AI ดัน Data Center สูบทรัพยากรจนเมืองต้องตั้งคำถาม ขณะที่ต่างประเทศหันใช้มหาสมุทรเป็นพื้นที่ใหม่ ลดภาระบนบก แต่เสี่ยงสร้างโจทย์สิ่งแวดล้อมใต้ทะเล
Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวเร็วที่สุดตามการเติบโตของ AI และในกรุงเทพฯ เรื่องนี้เริ่มขยับจากประเด็นการลงทุนไปสู่คำถามด้าน “สิ่งแวดล้อม” และ “การใช้ทรัพยากรของเมือง” เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง และต้องมีระบบระบายความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิของเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของโครงการที่เพิ่มขึ้นจึงหมายถึงความต้องการทรัพยากรที่เพิ่มตาม
สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครแถลงทบทวนหลักเกณฑ์การรองรับ Data Center รายใหม่ หลังเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเมืองและชุมชน โดยเฉพาะประเด็นการใช้พลังงาน น้ำ ความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับโครงการขนาดใหญ่ที่ทำงานตลอดเวลา ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ Data Center กลายเป็นโจทย์ Sustainability โดยตรง
ขณะที่พื้นที่ในเมือง (กรุงเทพฯ) และบนบก (EEC) เริ่มมีข้อจำกัด คำถามที่น่าสนใจจึงเกิดขึ้นมาว่า...ถ้า Data Center ไม่ควรอยู่กลางเมือง แล้วมันควรอยู่ที่ไหน?
โลกเริ่มมอง “มหาสมุทร” เป็นพื้นที่ของ Data Center
The Conversation รายงานเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทเทคโนโลยีและผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกำลังหันมาสนใจมหาสมุทรมากขึ้น ในฐานะพื้นที่สำหรับ Data Center โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังผลักดันความต้องการประมวลผลให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำไมต้องเอา Data Center ลงทะเล?
1. ใช้ทะเลเป็นระบบทำความเย็นตามธรรมชาติ เซิร์ฟเวอร์ AI ทำงานหนักและปล่อยความร้อนมหาศาล ขณะที่ระบบทำความเย็นเป็นหนึ่งในภาระพลังงานสำคัญของ Data Center โดย IEA ระบุว่าสัดส่วนไฟฟ้าที่ใช้กับระบบทำความเย็นอยู่ราว 7% ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงมากกว่า 30% ในศูนย์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า
งานทบทวนวิจัยปี 2024 ยังประเมินว่าระบบทำความเย็นอาจกินพลังงานราว 40% ในบางรูปแบบของศูนย์ข้อมูล การนำเซิร์ฟเวอร์ไปอยู่ใต้น้ำจึงเปิดทางให้ใช้ น้ำทะเลเป็นตัวรับและถ่ายเทความร้อน แทนการพึ่งพาระบบทำความเย็นแบบเดิมทั้งหมด
2. ลดการพึ่งพาน้ำจืด และลดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่บนบก Data Center แบบระบายความร้อนด้วยน้ำอาจมีการใช้น้ำโดยตรงเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และผลกระทบของการใช้น้ำไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “ใช้กี่ลิตร” แต่ขึ้นกับว่าใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดด้านน้ำมากน้อยเพียงใด
งานวิจัยปี 2026 จึงเสนอให้ประเมิน Water Footprint ของ Data Center ตามพื้นที่และฤดูกาล ไม่ใช่ดูเพียงปริมาณรวม การย้ายระบบลงทะเลจึงมีศักยภาพในการลดการใช้น้ำจืดโดยตรง ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่ในเมืองหรือพื้นที่อุตสาหกรรม
3. เพิ่มความน่าสนใจเมื่อจับคู่กับพลังงานหมุนเวียน กรณีเซี่ยงไฮ้ของจีนไม่ได้พึ่งแค่ความเย็นจากทะเล แต่เชื่อมโยงกับฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง โดย Hailanyun ระบุว่าจะสามารถจัดหาพลังงานให้ศูนย์ข้อมูลได้ราว 97% จากแหล่งดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดใหม่ว่า Data Center อาจตั้งอยู่ใกล้แหล่งพลังงานหมุนเวียนและใช้สภาพแวดล้อมทางทะเลช่วยลดภาระการทำความเย็นไปพร้อมกัน

Project Natick บทเรียนจาก Data Center ใต้ทะเลของ Microsoft
ระบบคลาวด์...ใต้ท้องทะเล ประชากรถึง 50% ของเราอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่ง แล้วทำไมข้อมูลของเราถึงไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย?
— Microsoft ระบุ
หนึ่งในโครงการที่ทำให้แนวคิด Data Center ใต้น้ำเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ Project Natick ของ Microsoft ที่เริ่มโครงการนี้ในปี 2014 และนำ Data Center รูปทรงกระบอกชื่อ “Northern Isles” ลงไปติดตั้งบริเวณก้นทะเลใกล้หมู่เกาะ Orkney ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2018 ก่อนนำกลับขึ้นมาในปี 2020
ภายในมีเซิร์ฟเวอร์ 864 เครื่อง พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 27.6 เพตะไบต์ โดยระบบถูกออกแบบให้ทำงานแบบปิดและควบคุมจากระยะไกล
ผลการทดลองที่น่าสนใจคือ เซิร์ฟเวอร์ในระบบใต้น้ำมีอัตราความล้มเหลวเพียง 1 ใน 8 ของกลุ่มควบคุมบนบก Microsoft ระบุว่าสภาพแวดล้อมภายในที่ใช้ไนโตรเจนแห้งและไม่มีคนเข้าไปปฏิบัติงานโดยตรง อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระบบมีความเสถียรมากขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญในมุม Sustainability คือระบบสามารถใช้น้ำทะเลเพื่อช่วยระบายความร้อน โดยไม่ต้องดึงน้ำจืดมาใช้กับระบบทำความเย็น ขณะที่โครงการยังถูกออกแบบให้ใช้พลังงานหมุนเวียนจากลม แสงอาทิตย์ คลื่น และน้ำขึ้น-น้ำลง

อย่างไรก็ตาม Project Natick ไม่ได้พัฒนาไปสู่การสร้าง Data Center ใต้น้ำเชิงพาณิชย์ของ Microsoft โดยในปี 2024 Microsoft ยืนยันว่าไม่ได้เดินหน้าสร้าง Data Center ใต้น้ำต่อ โดยบริษัทระบุว่าจะนำองค์ความรู้จากโครงการไปใช้กับการออกแบบ Data Center และเทคโนโลยีอื่นๆ แทน
นี่จึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องแยกให้ออกระหว่างเทคโนโลยีพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้ กับเทคโนโลยีพร้อมนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม
แต่ความคิดเรื่อง Data Center ใต้น้ำไม่ได้จบลงพร้อม Project Natick

“จีน” ขยับจากการทดลอง สู่ Data Center ใต้น้ำที่ใช้งานจริง
ขณะที่ Microsoft ถอยออกจากการเดินหน้าโครงการใต้น้ำ จีนกลับเดินหน้าแนวคิดนี้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น
ในปี 2026 จีนเปิดใช้งาน Data Center ใต้น้ำที่บริเวณนอกชายฝั่งเซี่ยงไฮ้ โดยโครงการถูกออกแบบให้ใช้สภาพแวดล้อมของทะเลช่วยระบายความร้อน และเชื่อมโยงกับพลังงานลมนอกชายฝั่ง
ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับโครงการระบุว่าเฟสแรกมีกำลังไฟฟ้า 24 เมกะวัตต์ รองรับเซิร์ฟเวอร์เกือบ 2,000 เครื่อง และติดตั้งโมดูลเซิร์ฟเวอร์ไว้ใต้ทะเลประมาณ 35 เมตร โดยตั้งเป้าให้ค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE ต่ำกว่า 1.15 ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center
โครงการยังใช้แนวคิด “Passive Cooling” โดยอาศัยน้ำทะเลเป็นตัวช่วยถ่ายเทความร้อน ลดความจำเป็นในการใช้ระบบทำความเย็นแบบที่ Data Center บนบกต้องพึ่งพา
สำหรับประเทศที่กำลังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI สิ่งนี้มีความหมายมากกว่าการประหยัดค่าไฟ เพราะระบบทำความเย็นเป็นหนึ่งในภาระสำคัญของ Data Center และน้ำก็กลายเป็นทรัพยากรที่หลายพื้นที่เริ่มแข่งขันกันใช้มากขึ้น
ประเทศอื่นกำลังย้าย Data Center ไปที่ไหน?
1. เมืองหนาว (ขั้วโลก) ใช้อากาศและน้ำเย็นลดภาระการทำความเย็น
สวีเดน: Meta ตั้ง Data Center ที่เมือง Luleå ทางตอนเหนือของประเทศใกล้ Arctic Circle โดยใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศหนาวเย็นช่วยลดภาระระบบทำความเย็น ขณะที่ไฟฟ้าในพื้นที่มาจากพลังน้ำเป็นหลัก
ฟินแลนด์: Google ตั้ง Data Center ที่เมือง Hamina บริเวณอ่าวฟินแลนด์ และใช้น้ำทะเลเป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็น พร้อมนำความร้อนกลับมาใช้ประโยชน์
ไอซ์แลนด์: จุดเด่นของประเทศคือทั้งสภาพอากาศเย็นและระบบไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก โดยเฉพาะพลังน้ำและพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทำให้ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในทำเลที่น่าสนใจสำหรับ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและลดภาระการทำความเย็น
2. ใต้ภูเขาและเหมืองเก่า ใช้โครงสร้างเดิมแทนการขยายเมือง
นอร์เวย์:Lefdal Mine Datacenter นำเหมืองเก่ามาพัฒนาเป็น Data Center ใต้ภูเขา โดยใช้น้ำทะเลจากฟยอร์ดที่มีอุณหภูมิประมาณ 8°C เป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็น น้ำที่ผ่านระบบแลกเปลี่ยนความร้อนสามารถนำกลับไปใช้ในระบบหรือส่งคืนสู่ฟยอร์ดได้
สวิตเซอร์แลนด์:Swiss Fort Knox ของ MOUNT10 ใช้บังเกอร์ทางทหารเดิมในเทือกเขาแอลป์เป็นศูนย์ข้อมูลความปลอดภัยสูง จุดเด่นหลักของโมเดลนี้คือการป้องกันข้อมูลและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการเป็นโครงการลดคาร์บอนโดยตรง
3. ริมทะเล ใช้น้ำทะเลช่วยทำความเย็นโดยไม่ต้องลงไปใต้น้ำ
โปรตุเกส: ที่ Sines Data Campus ของ Start Campus Data Center ตั้งอยู่บนบกริมมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ใช้น้ำทะเลเป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็น จุดนี้เป็นตัวอย่างว่า Data Center ไม่จำเป็นต้องสร้าง “ในทะเล” เพียงแค่เลือกทำเลที่สามารถใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติช่วยลดภาระระบบได้
4. ในทะเล
ญี่ปุ่น: โยโกฮามาเริ่มสาธิต Floating Data Center ในเดือนมีนาคม 2026 โดยใช้โครงสร้างลอยน้ำร่วมกับ Solar PV และ Battery เพื่อเดินระบบด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ในโครงการสาธิต
สิงคโปร์:Keppel กำลังก่อสร้าง Data Center แบบลอยน้ำขนาดประมาณ 25 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานในปี 2028 แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือข้อจำกัดด้านที่ดิน พลังงาน และน้ำของประเทศ
5. ใต้ทะเล
จีน: จีนเริ่มเดินหน้า Data Center ใต้น้ำนอกชายฝั่งเซี่ยงไฮ้เชิงพาณิชย์ โดยใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำทะเล และมีการรายงานการใช้งานในปี 2026
เกาหลีใต้: อุลซานกำลังพัฒนาโครงการ Underwater Data Center ภายใต้โครงการของกระทรวงมหาสมุทรและประมง โดยมีเป้าหมายพัฒนา Standard Model สำหรับ Data Center ใต้น้ำ และงานวิจัยของ KIOST เคยวางเป้าหมายเทคโนโลยีที่รองรับเซิร์ฟเวอร์ได้ถึง 100,000 เครื่อง แต่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา ไม่ใช่ศูนย์ข้อมูลขนาดดังกล่าวที่เปิดใช้งานแล้ว
สหรัฐฯ: รัฐ Maine มีข้อเสนอโครงการ Data Center ใต้น้ำนอกชายฝั่ง Eastport ที่ต้องการใช้พลังงานจากกระแสน้ำขึ้น-น้ำลง (tidal energy) ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นขออนุญาตและศึกษาความเป็นไปได้ จึงยังไม่ใช่โครงการที่ก่อสร้างแล้ว

แล้ว “ทะเล” แก้ปัญหา Data Center ได้จริงหรือ?
บทความ China Powers AI Boom with Undersea Data Centers ระบุข้อมูลจากบริษัท Hailanyun ซึ่งทดลอง Data Center ใต้น้ำในแม่น้ำของจีน เมื่อปี 2020 ระบุว่า ความร้อนจาก Data Center ทำให้อุณหภูมิน้ำโดยรอบเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 1°C
แม้ข้อได้เปรียบของทะเลคือมีน้ำปริมาณมากสำหรับถ่ายเทความร้อน และช่วยลดการพึ่งพาน้ำจืดในบางรูปแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์จะหายไป
ดังนั้น หาก Data Center ใต้น้ำขยายตัวเป็นจำนวนมาก คำถามที่ต้องตอบคือ ความร้อนที่ปล่อยสู่สภาพแวดล้อมจะมีผลต่อระบบนิเวศในพื้นที่หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีโจทย์เรื่องการกัดกร่อนจากน้ำเค็ม การบำรุงรักษา การเปลี่ยนอุปกรณ์ การกู้ระบบ และการจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ดังนั้น การย้าย Data Center ลงทะเลอาจแก้ปัญหาบางอย่างของเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะหายไป...มันอาจเพียงย้ายโจทย์จากบนบกลงไปอยู่ในทะเล
วันนี้ Data Center ใต้น้ำอาจเป็นหนึ่งในคำตอบของโลกยุค AI แต่ยังเร็วเกินไปที่จะเรียกมันว่า “Green Solution” เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าData Center จะอยู่บนบกหรือใต้ทะเล แต่มันอยู่ที่ว่า เราสามารถเพิ่มขีดความสามารถของ AI โดยไม่ย้ายต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกระบบนิเวศหนึ่งได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก





