เรียกว่ามาตามนัดกันทุกปี สำหรับฝุ่น PM2.5 ล่าสุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยกระดับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 ก่อนเข้าสู่ช่วงปลายปี 2569 โดยเน้นการจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทางมากกว่าการรอแก้ปัญหาเมื่อค่าฝุ่นเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่การควบคุมยานพาหนะมลพิษสูง การขยายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) การติดตามการเผาในที่โล่ง ไปจนถึงการส่งทีมลงพื้นที่ตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษในกรุงเทพฯ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นและยกระดับระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ เปิด 5 มาตรการ กทม.-คพ. รับมือ PM2.5 ปลายปี ดังนี้
1. ตรวจรถควันดำให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต
หนึ่งในมาตรการหลักคือการยกระดับการจัดการยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูง โดย กทม. เตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามรถที่ถูกสั่งห้ามใช้
กรมควบคุมมลพิษจะสนับสนุนองค์ความรู้ทางเทคนิคและการพัฒนาศักยภาพให้กับ “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ของ กทม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวัดและสั่งห้ามใช้รถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด
ขณะเดียวกัน เตรียมขยายผลโครงการ Green List และ Green List Plus “โปรลดฝุ่น” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนนำรถเข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษาเครื่องยนต์
2. ขยาย Low Emission Zone จำกัดรถมลพิษสูงช่วงวิกฤต
อีกมาตรการที่ถูกยกระดับคือ Low Emission Zone (LEZ) หรือเขตควบคุมมลพิษต่ำ โดยเตรียมขยายขอบเขตพื้นที่ควบคุมยานพาหนะตามเกณฑ์ของ Green List
แนวทางดังกล่าวจะใช้เป็นมาตรการรองรับช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น โดยจำกัดการเข้าพื้นที่ของยานพาหนะที่ไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการและเจ้าของรถนำยานพาหนะเข้ารับการบำรุงรักษาและลงทะเบียนในระบบล่วงหน้า
เป้าหมายคือการลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะในพื้นที่เมือง ขณะเดียวกันก็เตรียมระบบและฐานข้อมูลให้พร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นมีความรุนแรง

3. พยากรณ์ฝุ่นให้แม่นขึ้น จับตาการเผานอกกรุงเทพฯ
ปัญหา PM2.5 ไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นแบ่งเขตการปกครอง กทม. และ คพ. จึงเตรียมยกระดับระบบพยากรณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่น โดยใช้แนวทาง “Bangkok and Beyond” เพื่อเชื่อมโยงการจัดการมลพิษข้ามพื้นที่
มาตรการนี้ครอบคลุมการติดตามการเผาในที่โล่ง การประสานงานกับจังหวัดปริมณฑลโดยรอบ และการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว หรือตอชะลอม ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทนการเผา
ขณะเดียวกัน คพ. เตรียมพัฒนาระบบพยากรณ์และระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนสามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ฝุ่นได้เร็วขึ้น
4. ส่ง “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ลงพื้นที่ตรวจต้นทางมลพิษ
นอกจากรถยนต์แล้ว กทม. และ คพ. เตรียมเพิ่มการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่จริง โดยจัดทีมสารวัตรสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เชิงรุก
กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมสถานประกอบการ ร้านอาหาร ไซต์งานก่อสร้าง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พื้นที่เสี่ยงการเผา รวมถึงยานพาหนะ
คพ. และ กทม. ยังเตรียมร่วมกันตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น แพลนท์ปูน โรงคอนกรีตผสมเสร็จ และสถานประกอบการกลุ่มเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
5. เดินหน้ากฎหมายอากาศสะอาด วางระบบจัดการระยะยาว
มาตรการสุดท้ายคือการผลักดันข้อบัญญัติและกฎหมายด้านอากาศสะอาด โดย กทม. เตรียมปรับปรุงกฎระเบียบให้รองรับการบริหารจัดการอากาศสะอาดอย่างครอบคลุมและเป็นธรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติอากาศสะอาดในอนาคต
แนวทางนี้สะท้อนการวางระบบจัดการปัญหามลพิษในระยะยาว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการเฉพาะช่วงที่ค่าฝุ่นเพิ่มสูงขึ้น
เตรียมจัดการ 26 จุดน้ำเสียในคลอง
นอกจาก PM2.5 ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมการจัดการคุณภาพน้ำและแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ คลองโอ่งอ่างและคลองบางลำพู โดยจากการสำรวจพบจุดระบายน้ำเสียที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวน 26 จุด โดย กทม. และ คพ. เตรียมเร่งดำเนินการทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมายและการเชื่อมต่อท่อ
แนวทางประกอบด้วยการตรวจสอบและส่งเสริมให้สถานประกอบการและอาคารริมคลองเชื่อมต่อท่อน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมของ กทม. รวมถึงการขุดลอกและจัดการตะกอนดินเลนและสิ่งปฏิกูลบริเวณริมคลอง นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเตรียมร่วมกันวางแนวทางรับมือกรณีน้ำมันรั่วไหลในแหล่งน้ำ และจัดทำแผนตรวจวัดระดับเสียงและความร้อนจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน

จาก “แก้ฝุ่น” สู่การจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
หัวใจของความร่วมมือระหว่าง กทม. และ คพ. ครั้งนี้อยู่ที่การเชื่อม ข้อมูล องค์ความรู้ และการปฏิบัติการในพื้นที่จริง ตั้งแต่รถมลพิษสูง การเผาในที่โล่ง แหล่งกำเนิดมลพิษ ไปจนถึงระบบบำบัดน้ำเสีย
ทั้งสองหน่วยงานระบุว่าจะบูรณาการข้อมูลและปฏิบัติการร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนภัย การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ และการดูแลสุขภาพประชาชน พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหามลพิษจากหลายแหล่งกำเนิด โดยมีเป้าหมายให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเกิดผลในทางปฏิบัติและดำเนินต่อเนื่องในระยะยาว





