ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหม่จากวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดน หลังสถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศของสิงคโปร์ (Singapore Institute of International Affairs: SIIA) ประกาศยกระดับการประเมินความเสี่ยงในรายงาน Haze Outlook 2026 สู่ระดับ “สีแดง” ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สะท้อนความเป็นไปได้สูงที่หลายประเทศในอาเซียนจะได้รับผลกระทบจากหมอกควันในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
รายงานระบุว่า บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ปัญหาหมอกควันมักทวีความรุนแรงจากสภาพอากาศแห้งแล้งและการเกิดไฟป่าในพื้นที่พรุและพื้นที่เกษตรกรรม
การประกาศเตือนภัยระดับสีแดงครั้งนี้ถือเป็นเพียงครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ SIIA เริ่มจัดทำรายงานประเมินความเสี่ยงด้านหมอกควันในปี 2019 โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่ภูมิภาคเผชิญผลกระทบจากเอลนีโญอย่างชัดเจน และมีจำนวนจุดความร้อนในเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิกฤตหมอกควันไม่ใช่แค่เรื่องอากาศ แต่คือผลพวงของเศรษฐกิจโลก
แม้เอลนีโญจะถูกมองเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน แต่รายงานของ SIIA ชี้ว่า สถานการณ์ปี 2026 มีความซับซ้อนมากกว่าปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว
แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านพลังงานและการขนส่งระหว่างประเทศ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต้นทุนการผลิตภาคเกษตรในหลายประเทศของอาเซียน
ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ เกษตรกรรายย่อยกลับเผชิญภาระหนักจากต้นทุนที่สูงขึ้นสวนทางกับราคาผลผลิต ส่งผลให้บางส่วนอาจหันไปใช้วิธีการที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น การจุดไฟเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การกำจัดขยะชีวมวล หรือการเผาพื้นที่เพื่อเตรียมแปลงเพาะปลูก แทนการใช้เครื่องจักรกล
แนวโน้มดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณป่าพรุในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดหมอกควันข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค
ความต้องการไบโอฟิวเอลอาจเร่งการขยายพื้นที่เพาะปลูก
อีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกจับตามองคือการเติบโตของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuel ท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ความต้องการวัตถุดิบทางการเกษตรสำหรับผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงชีวภาพจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ต่างเดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคพลังงาน แม้กำลังการผลิตปัจจุบันยังเพียงพอรองรับความต้องการ แต่ในระยะยาว ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกใหม่ ซึ่งเสี่ยงต่อการบุกรุกพื้นที่ป่าและการใช้วิธีเผาเพื่อเคลียร์ที่ดิน เนื่องจากเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่แม้จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่หากขาดการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ก็อาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณภาพอากาศในอีกด้านหนึ่ง
เมื่อเอลนีโญเจอกับ Positive IOD ความเสี่ยงไฟป่าอาจพุ่งสูง
ข้อมูลย้อนหลังชี้ว่า วิกฤตหมอกควันที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคมักเกิดขึ้นในช่วงที่ เอลนีโญ (El Niño) และ Positive Indian Ocean Dipole (IOD) เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ในปี 1997-1998, 2015 และ 2023 โดยทำให้ปริมาณฝนลดลงอย่างมากและส่งผลให้ไฟป่าลุกลามในหลายพื้นที่
ทั้งนี้ เอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นกว่าปกติ ทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาสิงคโปร์คาดการณ์ว่า Positive IOD อาจเริ่มก่อตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะแห้งแล้งให้รุนแรงขึ้น
SIIA เตือนว่าสภาพอากาศในช่วงที่เหลือของปี 2026 อาจเป็นหนึ่งในช่วงที่แห้งแล้งที่สุดเท่าที่ภูมิภาคเคยเผชิญ และจะเพิ่มความเสี่ยงที่ไฟป่าจะลุกลามจนควบคุมได้ยาก ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่าเอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว และมีโอกาสประมาณ 63% ที่จะพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังแรง หรือซูเปอร์เอลนีโญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

บทเรียนในอดีตและโจทย์ใหญ่ของชาติอาเซียน
ประสบการณ์จากวิกฤตหมอกควันปี 2015 ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของภูมิภาค โดยครั้งนั้นอินโดนีเซียได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 16,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สิงคโปร์สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ยังครอบคลุมถึงสุขภาพประชาชน ระบบคมนาคม การศึกษา การท่องเที่ยว และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม SIIA มองว่าภูมิภาคยังมีเวลาในการเตรียมความพร้อม หากประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้อย่างทันท่วงที ทั้งการเฝ้าระวังจุดความร้อน การป้องกันไฟป่า การควบคุมการเผาในภาคเกษตร และการส่งเสริมการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน
ในระยะยาว การทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อควบคุมมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน ตลอดจนการผลักดันมาตรฐานความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภูมิภาคลดความเสี่ยงจากวิกฤตหมอกควันที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้
เพราะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยแล้งรุนแรงขึ้นทุกปี ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความร่วมมือ “ด้านความยั่งยืน” ของทั้งภูมิภาคอาเซียน




