‘มาเรียม-ยามีล’ ลูกพะยูนสองชีวิต กับบทเรียนวิกฤตทะเลไทยที่คนไทยไม่ควรลืม

17 ส.ค. 2569 - 09:47

  • “มาเรียม–ยามีล” จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการตระหนักรู้เรื่องขยะทะเลไทย

  • “หญ้าทะเล” คือบ้านและแหล่งอาหารของพะยูน และเป็นระบบนิเวศสำคัญของชายฝั่ง

  • รักษ์พะยูน = รักษาท้องทะเล เชื่อมตั้งแต่ Biodiversity ถึง Blue Carbon และ SDGs

‘มาเรียม-ยามีล’ ลูกพะยูนสองชีวิต กับบทเรียนวิกฤตทะเลไทยที่คนไทยไม่ควรลืม

ทุกวันที่ 17 สิงหาคม ประเทศไทยกำหนดให้เป็น “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ” วันที่เกิดขึ้นเพื่อย้ำเตือนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “พะยูน” กับ “ระบบนิเวศชายฝั่ง” และผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงบ้านของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล 

"มาเรียม" ลูกพะยูนพลัดหลง กับ "แม่ส้ม" เรือที่ลูกพะยูนไหว้น้ำด้วย
"มาเรียม" ลูกพะยูนพลัดหลง กับ "แม่ส้ม" เรือที่ลูกพะยูนไหว้น้ำด้วย

จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากเรื่องราวของ “มาเรียม” ลูกพะยูนเพศเมียที่พลัดหลงจากแม่และถูกพบในจังหวัดกระบี่เมื่อปี 2562 ก่อนกลายเป็นขวัญใจของคนไทยจากภาพการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่

...แต่ความผูกพันนั้นจบลงด้วย “ความสูญเสีย”

มาเรียมจากไปในวันที่ 17 สิงหาคม 2562 โดยผลการตรวจชันสูตรพบ “ขยะพลาสติก” ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งนำไปสู่ภาวะอุดตันและการติดเชื้อ

ขณะที่ “ยามีล” ลูกพะยูนอีกตัวที่ถูกพบพลัดหลงในจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมปีเดียวกัน ก็เสียชีวิตในวันที่ 22 สิงหาคม หลังได้รับการดูแลเป็นเวลา 52 วัน

green-space-marium-yamil-dugong-thailand-marine-crisis-1.jpg

ข่าวการจากไปของลูกพะยูนสองชีวิตในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “ปัญหาขยะทะเล” ไม่ได้อยู่ไกลตัว และไม่ได้กระทบเฉพาะสัตว์ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สามารถย้อนกลับมาถึงสัตว์ทะเลหายากที่อยู่ในภาวะเปราะบางได้โดยตรง

“มาเรียม-ยามีล” จากความสูญเสีย สู่บทเรียนเรื่อง “ขยะทะเล”

เรื่องราวของมาเรียมและยามีลทำให้สังคมไทยมองเห็นปัญหาขยะทะเลในมิติที่จับต้องได้มากขึ้น

“ขยะพลาสติก” ที่เริ่มต้นจากกิจกรรมบนบกสามารถหลุดรอดลงสู่แม่น้ำ คลอง และชายฝั่ง ก่อนเดินทางต่อไปในทะเล และกลายเป็นภัยต่อสัตว์ที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคืออาหารหรือขยะ แต่ขยะไม่ใช่ภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว พะยูนยังเผชิญแรงกดดันจาก เครื่องมือประมง การสูญเสียและเสื่อมโทรมของแหล่งหญ้าทะเล การพัฒนาชายฝั่ง มลพิษทางน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น การอนุรักษ์พะยูนจึงไม่สามารถทำด้วยการช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บหรือเกยตื้นเท่านั้น หากต้องย้อนกลับไปจัดการกับ “ต้นเหตุ” ที่กำลังทำให้ทะเลไม่ปลอดภัยสำหรับการดำรงชีวิต

green-space-marium-yamil-dugong-thailand-marine-crisis-2.jpg

“พะยูน” ไม่ได้ต้องการแค่การช่วยเหลือแต่ต้องการบ้าน

พะยูน (Dugong dugon) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลและเป็นสัตว์ป่าสงวนของไทย ใช้ชีวิตบริเวณชายฝั่งตื้นที่มีแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลักของมัน นั่นทำให้ชะตากรรมของพะยูนผูกติดกับชะตากรรมของ “หญ้าทะเล” อย่างแยกไม่ออก

หากหญ้าทะเลสมบูรณ์ พะยูนมีอาหารและพื้นที่ดำรงชีวิต

แต่หากหญ้าทะเลเสื่อมโทรม พะยูนก็สูญเสียทั้งแหล่งอาหารและถิ่นอาศัย

ข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า ประชากรพะยูนไทยอยู่ในระดับหลักร้อย โดยมีประชากรส่วนใหญ่อยู่บริเวณทะเลตรัง ขณะที่ภัยคุกคามสำคัญ ได้แก่ การสูญเสียแหล่งหญ้าทะเลและการติดเครื่องมือประมง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า “การอนุรักษ์พะยูน” ต้องไปพร้อมกับ “การอนุรักษ์ระบบนิเวศ”

green-space-marium-yamil-dugong-thailand-marine-crisis-4.jpg

“หญ้าทะเล” ฮีโร่ของระบบนิเวศชายฝั่ง

หญ้าทะเลอาจไม่โดดเด่นเหมือนปะการัง แต่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง นอกจากเป็นอาหารของพะยูนแล้ว ทุ่งหญ้าทะเลยังเป็นแหล่งหลบภัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลายชนิด ช่วยดักจับตะกอน ลดแรงคลื่น และมีบทบาทในการกักเก็บคาร์บอน

“หญ้าทะเลครอบคลุมพื้นที่เพียงประมาณ 0.1% ของพื้นมหาสมุทร แต่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ขณะเดียวกันพื้นที่หญ้าทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญการลดลงจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

UNEP ระบุ

ดังนั้น หากมองจากมุม Sustainability การปกป้องหญ้าทะเลไม่ได้หมายถึงการรักษาอาหารของพะยูนเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนกับความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) Climate Resilience และ Blue Carbon ในเวลาเดียวกัน

green-space-marium-yamil-dugong-thailand-marine-crisis-6.jpg

จากพะยูนสู่ “Blue Carbon” ใต้ทะเล

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือบทบาทของระบบนิเวศหญ้าทะเลในการกักเก็บคาร์บอน “หญ้าทะเล” สามารถดักจับคาร์บอนและสะสมไว้ในชีวมวลและตะกอนใต้พื้นทะเล ทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งกลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระบบนิเวศ Blue Carbon นั่นหมายความว่า เมื่อเราปกป้องทุ่งหญ้าทะเล เรากำลังปกป้องมากกว่าที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล และเรากำลังปกป้องกลไกธรรมชาติที่ช่วยรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศด้วย

green-space-marium-yamil-dugong-thailand-marine-crisis-5.jpg

ปี 2569 เทคโนโลยีช่วย “อ่านสุขภาพ” ของทะเล

การอนุรักษ์ในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงการลาดตระเวนหรือการช่วยเหลือสัตว์ที่เกยตื้น แต่มีการนำข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามประชากรพะยูนและประเมินระบบนิเวศ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเล ลงพื้นที่สำรวจพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ “โดรน” ช่วยสำรวจจากมุมสูง สามารถตรวจนับตัว ระบุลักษณะเฉพาะของพะยูน และติดตามพฤติกรรมของสัตว์ได้

ในปี 2569 การสำรวจยังพบทั้งพะยูนแม่ลูก พะยูนที่มีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงพฤติกรรมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติในบางพื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะทำให้นักวิจัยไม่ได้เพียง “เห็นพะยูน” แต่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของประชากร สุขภาพ และการใช้พื้นที่ เพื่อนำไปวางแผนบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้แม่นยำขึ้น

เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ “พะยูนรอด” แต่ต้องให้ “ระบบนิเวศรอด”

หัวใจของการอนุรักษ์ในวันนี้จึงเปลี่ยนจากการปกป้องสัตว์เป็นรายตัว ไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งระบบ การฟื้นฟูหญ้าทะเล การลดขยะทะเลจากต้นทาง การจัดการเครื่องมือประมงเพื่อลดการสูญเสียสัตว์ทะเล การควบคุมกิจกรรมที่กระทบพื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงการให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากร ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบเดียวกัน เพราะไม่มีหน่วยงานใดสามารถอนุรักษ์ทะเลได้เพียงลำพัง

war-threatens-persian-gulf-marine-life-dugongs-turtles-1.jpeg

พะยูนกับ SDGs หนึ่งชีวิตเชื่อมโยงเป้าหมายโลก

เรื่องของพะยูนสะท้อน SDG 14: Life Below Water อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลดมลพิษทางทะเลและการปกป้องระบบนิเวศชายฝั่ง

แต่ในความเป็นจริงยังเชื่อมโยงไปถึงอีกหลายเป้าหมาย

  • SDG 12: การผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ ผ่านการลดพลาสติกและขยะทะเล
  • SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการรักษาระบบนิเวศ Blue Carbon
  • SDG 2: ความมั่นคงทางอาหาร ผ่านบทบาทของหญ้าทะเลต่อแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ
  • SDG 17: ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะการรักษาทะเลต้องอาศัยทั้งรัฐ นักวิทยาศาสตร์ ชุมชนประมง ภาคธุรกิจ และประชาชน

ทะเลไทยยังมีบ้านที่ปลอดภัยสำหรับพะยูนเหลืออยู่มากแค่ไหน?

เรื่องของมาเรียมและยามีล ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่มนุษย์ทิ้งลงทะเลสามารถย้อนกลับมาคร่าชีวิตสัตว์ที่เราไม่เคยตั้งใจทำร้ายได้ ขณะเดียวกัน ภาพพะยูนแม่ลูกที่กลับมากินหญ้าทะเล หรือพะยูนที่ยังสามารถสืบพันธุ์ในธรรมชาติ ก็สะท้อนอีกด้านว่าเมื่อมนุษย์ลดแรงกดดันและเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติฟื้นตัว ระบบนิเวศก็ยังมีโอกาสกลับคืนมา

17 สิงหาคม จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึง “มาเรียม” แต่เป็นวันที่เราควรหันกลับมามองทะเลทั้งผืน เพราะสุดท้ายแล้ว การรักษ์พะยูนไม่ใช่การรักษาสัตว์เพียงหนึ่งชนิด แต่เป็นการรักษาไว้ซึ่งหญ้าทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งอาหาร Blue Carbon และวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งไปพร้อมกัน

และเมื่อวันหนึ่งที่ พะยูน สามารถว่ายกลับมาในทะเลไทยได้โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์เข้าไปช่วยเหลือ นั่นอาจเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดว่า ทะเลไทยไม่ได้แค่ “รอด” แต่กำลังกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์